พระเครื่อง : พระโอวาทคติธรรมสมเด็จพระสังฆราช

พระโอวาทคติธรรมสมเด็จพระสังฆราช : ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2563 กองบรรณาธิการข่าวสด ได้น้อมนำพระโอวาท สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานไว้ในวาระสำคัญ เป็นข้อคิด คติธรรม ช่วยเป็นเครื่องเตือนใจในการใช้ชีวิตอย่าง มีสติ ดังนี้

วันอังคารที่ 9 เมษายน 2562

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระโอวาท ในพิธีประทานตราตั้งพระอุปัชฌาย์ คณะธรรมยุต ประจำพุทธศักราช 2562 ณ วัดอาวุธวิกสิตาราม เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร

ท่านทั้งหลายได้ผ่านการอบรมเพื่อเป็นพระอุปัชฌาย์กันมาแล้ว ย่อมทราบดีว่าท่านมีหน้าที่อย่างไรตามพระธรรมวินัย ตลอดจนกฎหมายบ้านเมือง และกฎของคณะสงฆ์ โอกาสนี้ผมขอเน้นย้ำให้ท่านครองตนอย่างเคร่งครัดในจริยาพระอุปัชฌาย์ซึ่งเชื่อว่าท่านได้ศึกษากันมาแล้วเป็นอย่างดี ท่านพระอุปัชฌาย์พึงตระหนักอยู่เสมอว่า ตำแหน่งที่ท่านได้รับแต่งตั้งนี้ มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ และมีจริยาเป็นเครื่องกำกับ

พระโอวาท-คติธรรมสมเด็จพระสังฆราช

อันที่จริงการบวชนั้น ถ้าว่ากันตามประเพณี อาจดูเหมือนง่าย แต่แท้จริงแล้วการบวชและดำเนินชีวิตอยู่อย่างเคร่งครัดตามพระธรรมวินัยย่อมไม่ง่าย หากไม่ได้บวชด้วยความเข้าใจ ไม่ได้มีอัธยาศัยที่จะละออกจากกามคุณ และไม่ได้มีศรัทธาที่จะประพฤติอยู่ในพระธรรมวินัย

พระอุปัชฌาย์จึงมีหน้าที่ต้องชี้แจง โน้มน้าว และขัดเกลาให้ผู้ขอบวช รวมถึงผู้ปกครอง และญาติมิตรของผู้ขอบวช เข้าใจกระจ่างให้ได้ก่อนว่า การบวชคือการเปลี่ยนสถานะสู่เพศบรรพชิต ละบ้านเรือนมาสู่สำนักแห่งการเล่าเรียนพระธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อขัดเกลากิเลสให้บรรเทาเบาบางลง โดยมีศีลเป็นเครื่องกำกับกายและวาจาอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย หรือการกระทำสิ่งใดๆ อันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์

การบวชเพราะความไม่รู้ อาจเป็นโทษกับผู้บวชตั้งแต่เริ่มพิธีบวช ครั้นพอบวชแล้วก็อาจล่วงอาบัติต่างๆ มากมาย ด้วยไม่เห็นโทษในอาบัตินั้น เป็นบาปหนักหนาติดตัวไป ทั้งยังพาให้คณะสงฆ์มัวหมอง ถูกโลกติเตียน เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่ได้เริ่มบวชจากศรัทธาและความเข้าใจ แต่กลายเป็นเรื่องของการทำตามๆ อย่างกันมา ซึ่งมีทั้งที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม ไม่ใช่เรื่องของเหตุผลตาม พระธรรมวินัย

ผมขอฝากให้พระอุปัชฌาย์ช่วยกันขยายความเข้าใจเรื่องนี้ให้กว้างขวาง และช่วยเอาใจใส่พิจารณาคุณสมบัติของกุลบุตรให้ถี่ถ้วน ครั้นถ้าบวชแล้ว ต้องอบรมสั่งสอน กวดขันความประพฤติของสัทธิวิหาริกอันเตวาสิก อย่าให้มีการบวชทิ้งบวชขว้าง บวชแล้วไม่กำกับดูแล ถ้าเป็นเช่นนั้นย่อมเป็นการทำผิดหน้าที่และผิดจริยาพระอุปัชฌาย์ มีโทษทั้งในปัจจุบันและในอนาคต จึงขอฝากท่านทั้งหลายให้ช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนา เป็นกำลังพิทักษ์รักษาคณะสงฆ์ให้มั่นคงสถาพร ตลอดกาลนาน

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน 2562

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา สังฆปริณายก ประทานพระสัมโมทนียกถา ในพิธีประทานผ้าไตรแก่วัดศูนย์กลาง กรุงเทพมหานคร ฝ่ายมหานิกาย และฝ่ายธรรมยุต, ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเชิญไปประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ณ พระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ

พระโอวาท-คติธรรมสมเด็จพระสังฆราช

การบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา เป็นการเพิ่มพูนศาสนทายาทให้ทวีจำนวนขึ้น นับเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ เพราะก่อน จะเข้ามาเป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัย ผู้ขอบวชต้องตั้งจิตไว้ที่ศรัทธาอันแน่วแน่มั่นคงต่อพระรัตนตรัย เล็งเห็นประโยชน์ ของการสละบ้านเรือนออกมาเป็นบรรพชิต ผู้มีวิถีปฏิบัติในทางขัดเกลากิเลส

เพราะฉะนั้น จึงขอให้ท่านผู้จัดโครงการนี้ ทำความเข้าใจกับผู้สมัครเข้าบรรพชาอุปสมบท ให้ตระหนักรู้อย่างถ่องแท้ ถึงวัตถุประสงค์ของการออกจากกาม ที่เรียกว่าเนกขัมมะว่าเป็นการปลดเปลื้องตนออกจากโลกียวิสัย ไปสู่การศึกษาทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ การอบรมกายวาจาให้สมบูรณ์ในศีล การเจริญสมาธิ และการอบรมเพิ่มพูนปัญญา มิใช่เป็นเรื่องการบวชเล่น หรือบวชตามๆ กัน ซึ่งไม่ก่อประโยชน์อันแท้จริงแต่อย่างใด

หากผู้ขอบวชเข้าใจวัตถุประสงค์แห่งการบวชอย่างถูกต้อง และพากเพียรประพฤติตนอยู่ในกรอบของพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ตลอดเวลาที่อยู่ในสมณเพศ ถึงแม้บวชอยู่เพียงชั่วระยะเวลาอันสั้น แต่บุญกุศลก็ย่อมบังเกิดขึ้นได้อย่างมหาศาล

บุญอันเป็นชื่อของความสุขนี้เอง ย่อม จะจรรโลงใจผู้บวช และช่วยชูน้ำใจของญาติมิตร ตลอดจนสมาชิกของชุมชน เผื่อแผ่ไปถึงสังคมประเทศชาติ ให้รู้สึกปลาบปลื้มอนุโมทนา บังเกิดเป็นความสุขที่จะแผ่ครอบคลุมไปทั่วราชอาณาจักร สมพระราชปณิธานของสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ที่ทรงปรารถนาให้พสกนิกรทั้งหลายมีความสุขในบ้านเมืองอันสงบร่มเย็น อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร

ขอทุกท่านจงตั้งจิตอธิษฐาน ประมวลพลังแห่งความดีงามที่บังเกิดจากการบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุเป็นจำนวน มากถึง 6,810 รูป ตามโครงการนี้ ถวาย เป็นพระราชกุศลเฉลิมพระบารมี ฉลอง พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐของประชาชาติไทย

วันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2562

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระสัมโมทนียกถา ในการบำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ผู้ประทานกำเนิดศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ เนื่องในวาระ 33 ปีนับแต่การสถาปนา ที่ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา

พระโอวาท-คติธรรมสมเด็จพระสังฆราช

โลกของเราจะดำรงอยู่อย่างเป็นปกติสุขได้ ต้องอาศัยคุณธรรมสำคัญ ได้แก่ทานคือการให้ การแบ่งปันซึ่งกันและกัน การให้ในทางพระพุทธศาสนาจำแนกไว้เป็นหลายระดับ แม้การให้วัตถุสิ่งของจะเป็นการให้ที่ดี ที่ควรอนุโมทนา แต่ก็ยังมีการให้อีกระดับหนึ่งซึ่งเป็นทานอันสูงส่ง ที่เรียกว่าอภัยทาน

ชีวิตทุกชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเทวดา เป็นมนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉาน ล้วนรักตัวกลัวตายเป็นสัญชาตญาณด้วยกันทั้งสิ้น ไม่มีชีวิตใดที่ปรารถนาจะเผชิญกับภัย ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดๆ เพราะคำว่าภัยหมายถึง สิ่งที่นำมาซึ่งความกลัว ในขณะที่อภัยคือ ความไม่น่ากลัว

ดังนั้น อภัยทาน คือการให้ความไม่มีภัย ให้ความไม่น่ากลัว ให้ความไม่มีโทษ จึงจัดเป็นการให้อย่างสูง โดยไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุสิ่งของ หากแต่เป็นการให้ที่เกิดจากกุศลจิตของผู้ให้ ขณะใดบุคคลเกิดกุศลจิต ที่จะงดเว้นจากบาป ไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ช่วยปลดปล่อยชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย ขณะนั้นบุคคลนั้นย่อมได้ชื่อว่ากำลังบำเพ็ญอภัยทาน

ทานประเภทนี้ เป็นทานที่สมควรบำเพ็ญบ่อยๆ เพื่อละคลายจากความเห็นแก่ตัว ปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน เรา เขา มุ่งมองเห็นทุกชีวิตว่าล้วนมีคุณค่า จนตระหนักได้ว่าไม่มีเหตุอันใดเลยที่ควรจะอาฆาตพยาบาทโกรธเคืองกัน ตั้งแต่คนใกล้ชิดในบ้าน ในที่ทำงาน ในชุมชน เรื่อยไปจนถึงสมาชิกในสังคมทั่วไปที่แม้ไม่รู้จัก

ทุกชีวิตควรแต่จะแผ่ความเมตตากรุณาต่อกันอย่างเสมอหน้า โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง อันเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของการบำเพ็ญอภัยทาน

ท่านทั้งหลายได้มาช่วยกันสร้างชีวิตใหม่แก่ผู้สูงอายุ ให้มีความสุขในวัยชรา ได้มาช่วยกันไถ่ชีวิตที่กำลังจะถูกฆ่า ให้อยู่รอดปลอดภัย และได้ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ให้มีปัจจัยในการประกอบสัมมาชีพ นับเป็นการโดยเสด็จพระกุศล เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) บูรพาจารย์ที่เราทั้งหลายเคารพบูชาอย่างสูงสุด และเป็นบุญกิริยาที่ควรแก่การอนุโมทนาอย่างยิ่ง

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2562

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระสัมโมทนียกถา ในพิธีเฉลิมฉลองการจัดงานวิสาขบูชาโลก ที่ศูนย์ประชุมสหประชา ชาติ ราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ

บุคคลผู้มีสติรู้เท่าทันกาย ย่อมจะไม่พูดชั่ว และไม่กระทำชั่ว สามารถรักษาตนอยู่ในศีลได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อมีสติรู้เท่าทันจิต ก็จะมีสมาธิตั้งมั่น ไม่ซัดส่ายหวั่นไหววุ่นวาย และเมื่อมีสติรู้เท่าทันถึงเหตุผลอย่างชัดเจนปัญญาก็จะเกิดขึ้น เป็นเครื่องดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง

พระโอวาท-คติธรรมสมเด็จพระสังฆราช

สติจึงเป็นธรรมมีอุปการะมากคือทำให้ตื่นจากความไม่รู้ เพียงนำมาใช้กับทางโลกก็ยังเกื้อกูลประโยชน์มหาศาล ทั้งต่อการทำงาน ความสัมพันธ์กับบุคคล การจัดระบบความคิด อีกทั้งยังทำให้ไม่มักโกรธ ไม่มัวเมา ไม่ซึมเศร้า ไม่รู้สึกกดดัน

และถ้าสั่งสมอบรมให้เจริญมากขึ้นจนเป็นมหาสติก็จะได้ประโยชน์จากทางธรรม เกื้อกูลต่อการเห็นประจักษ์ความจริงของกายและจิต สามารถตื่นจากกิเลสนิทราได้อยู่ทุกเมื่อ สมดังพระพุทธภาษิตที่ว่าสติ โลกสฺมิ ชาคโรที่แปลว่าสติเป็นเครื่องตื่นในโลกทุกประการ

วันวิสาขบูชา เป็นอุดมสมัยที่ชาวพุทธทั้งหลายจักได้ใช้เป็นโอกาสเริ่มอบรมเจริญสติให้บังเกิดขึ้นอย่างจริงจัง สำหรับเป็นอุปกรณ์ในการพัฒนาตน และพัฒนาสังคม เป็นการเพิ่มพูนสันติภาพในโลกนี้ให้ไพบูลย์สืบไป

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม 2562

สมเด็จพระอริยวงศา คตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระโอวาท ในพิธีประทานโล่ประกาศเกียรติคุณและทุนสำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม ดีเด่น ปีการศึกษา 2561 ณ ศาลาสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพระศรีมหาธาตุ เขตบางเขน

เจ้าพระคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ประทานกำเนิดการเรียนการสอน และการสอบนักธรรมซึ่งเป็นการศึกษาธรรมะสำหรับบรรพชิต และต่อมา เจ้าพระคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ประทานกำเนิดการเรียนการสอน และการสอบธรรมศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาธรรมะสำหรับฆราวาสไว้ ด้วยมีพระประสงค์ให้พุทธบริษัททุกหมู่เหล่าเล่าเรียนธรรมะตามหลักสูตรที่ถูกต้อง จะได้ไม่ไขว้เขวไปเรียนรู้อย่างผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากพระไตรปิฎก อันเป็นองค์ธรรมซึ่งเปรียบประดุจองค์แทนสมเด็จพระบรมศาสดา นับเป็นพระเดชพระคุณอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองพระองค์ ผู้ทรงเป็นบูรพาจารย์ของเราทั้งหลาย สมควรที่ทุกท่านจะช่วยกันสืบสานพระปณิธานให้มั่นคงสถาพร ด้วยความวิริยอุตสาหะ และกตัญญูกตเวที

พระโอวาท-คติธรรมสมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้พุทธบริษัทบำเพ็ญกุศลอยู่เสมอเป็นเนืองนิตย์ กุศลในทางพระพุทธศาสนาจำแนกสังเขปได้เป็น 3 ขั้น กล่าวคือ ขั้นการให้ทาน ขั้นการรักษาศีล และขั้นการเจริญภาวนา พุทธศาสนิกชนส่วนมากจะรู้จักการให้ทาน และการรักษาศีลกันพอสมควรแล้ว แต่อาจยังสงสัยว่าการเจริญภาวนาคืออะไร โอกาสนี้จึงขอเน้นย้ำเรื่องการภาวนา

ภาวนาหมายถึงการเจริญ การอบรม การทำให้มีให้เป็นขึ้น ภาวนาไม่ได้แปลว่าบริกรรมหรือท่องมนต์คาถาโดยไม่รู้ความหมาย อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด หากแต่ในทางพระพุทธศาสนา ย่อมหมายถึง การทำจิตใจให้สงบและทำให้เกิดปัญญาขึ้น เพราะถ้าไม่มีปัญญาเสียแล้ว ทานก็ให้ผิด ศีลก็รักษาไม่ถูก เพราะไม่มีปัญญาพิจารณาด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง

ด้วยเหตุนี้ วิธีการเจริญภาวนาจึงได้แก่การศึกษาอบรมให้รู้แจ้งในพระสัทธรรม หรืออีกนัยหนึ่ง การศึกษานักธรรมและธรรมศึกษาให้มีปัญญาแจ่มแจ้งในทางพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นวิธีบำเพ็ญกุศลขั้นภาวนานั่นเอง

วันพุธที่ 28 สิงหาคม 2562

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระโอวาท ในโอกาสนี้ ประทานพระวโรกาสให้ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี เฝ้าถวายสักการะ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของรัฐบาลนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคล

เจริญพร ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทุกท่าน, ในนามของคณะสงฆ์ อาตมภาพขออนุโมทนาสาธุการ ที่ท่านมาถวายสักการะ และแสดงเจตจำนงที่จะสนับสนุนกิจการของคณะสงฆ์ และพระพุทธศาสนา ดุจดังที่บรรพชนไทยได้ปฏิบัติบำเพ็ญ เป็นอุดมการณ์ของชีวิตสืบมาทุกยุคทุกสมัย

พระโอวาท-คติธรรมสมเด็จพระสังฆราช

ท่านทั้งหลายให้เข้ามาดำรงตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายบริหาร ย่อมมีหน้าที่สำคัญในการทำนุบำรุงบ้านเมืองไทย ให้เป็นปรกติสุขร่มเย็น มีความมั่นคงปลอดภัย และเจริญก้าวหน้าใน ทุกด้าน การทำหน้าที่ตามตำแหน่งที่ท่านดำรงอยู่ ย่อมต้องใช้อำนาจเป็นอุปกรณ์สำคัญในการทำงาน ธรรมดาของบุคคลผู้มีอำนาจ แต่ขาดสติสัมปชัญญะย่อมเผลอตัว เผลอใจใช้อำนาจไปในทางที่ผิด ในทางที่มิชอบ จนก่อให้เกิดภยันตรายทั้งต่อตนเองและ ต่อสังคมส่วนรวม

อาตมภาพจึงขอเน้นย้ำให้ท่านทั้งหลายจงหมั่นฝึกฝนอบรมตนให้มีสติระลึกรู้ เป็นเครื่องกำกับการกระทำทางกาย และทางวาจาอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเหลิงอำนาจ หรือหลงอำนาจ จนนำไปสู่การกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ว่า สติสัมปชัญญะ เป็นธรรมอันมีอุปการะมาก เพราะฉะนั้น การทำงานในทุกระดับ หากมีสติเป็นเครื่องระลึก มีสัมปชัญญะเป็นเครื่องรู้ตัว ให้สามารถเหนี่ยวรั้งจิตใจตนอยู่เสมอแล้ว ความผิดพลาดก็จะไม่เกิดขึ้น หรือหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้าง ก็จะสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ก่อนจะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงมากขึ้นจนเหนือความควบคุม

ขอทุกท่านจงมีสติระลึกรู้ไว้เสมอว่า ความชอบด้วยกฎหมายและความชอบธรรม แห่งฐานะที่ดำรงอยู่ พร้อมทั้งความชอบด้วยกฎหมาย และความชอบธรรมในทุกการกระทำตามฐานะที่ดำรงอยู่ คืออำนาจที่แท้จริง อำนาจไม่อาจเกิดได้โดยชอบ หากไม่มีรากฐานจากคุณธรรม จึงขอให้ทุกท่านจงมั่นคงในคุณธรรมจริยธรรมของความเป็นผู้ใหญ่ พรั่งพร้อมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ อดทน และพากเพียร ในอันที่จะประกอบกรณียกิจน้อยใหญ่ เพื่อจรรโลงสถาบันหลักของชาติ และประชาชน ให้ประสบความรุ่งเรืองไพบูลย์สืบไป

ขออำนาจแห่งความดีงามที่ท่านได้บำเพ็ญ จงเป็นเครื่องปกป้องคุ้มครองให้ท่านทั้งหลาย ปราศจากทุกข์โทษทั้งปวง เจริญพร้อมด้วย จตุรพิธพรชัย คืออายุ วรรณะ สุขะ พละ ตลอดจนปฏิภาณ และธรรมสารสมบัติ เพื่อเป็นกำลัง ยังให้ประสบความสำเร็จในกิจอันชอบ สมความมุ่งมาดปรารถนา โดยทั่วหน้ากันเทอญ ขอเจริญพร

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน 2562

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระสัมโมทนียกถา ในพิธีทอดผ้าป่ามหากุศลในพระสังฆราชูปถัมภ์ ซึ่งโรงพยาบาลราชบุรี อ.เมือง จ.ราชบุรี ร่วมกับศาลปกครองสูงสุดและศาลรัฐธรรมนูญจัดขึ้น เพื่อระดมทุนจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ในส่วนที่ยังขาดแคลนและปรับปรุงห้องผ่าตัดอาคารเมตตาแพทยาคาร

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้พุทธบริษัทเป็นผู้เสียสละ ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ด้วยการหมั่นบำเพ็ญทานคือเป็นผู้ให้อยู่เสมอ

พระโอวาท-คติธรรมสมเด็จพระสังฆราช

ทาน หรือการให้นั้น จำแนกเป็น 2 รูปแบบด้วยกัน กล่าวคือปาฏิบุคลิกทานการให้จำเพาะบุคคล หรือเจาะจงตัวบุคคลหรือให้เฉพาะแก่บุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง และสังฆทานคือการให้แก่สงฆ์ เป็นทานที่ถวายแก่สงฆ์เป็นส่วนรวม รวมไปถึงการให้แก่บุคคลอย่างเป็นกลางๆ ไม่เจาะจงผู้ใดผู้หนึ่ง สังฆทานจึงหมายถึงการให้สิ่งใดๆ ก็ได้ที่เป็นประโยชน์ ด้วยเจตนาอันดีงามเพื่อหมู่คณะ ตั้งใจให้ไว้เป็นของกลางๆ ไม่เจาะจงบุคคลหนึ่งบุคคลใด

ความเป็นสังฆทาน ไม่ได้อยู่ที่รูปแบบวัตถุสิ่งของ ว่าจะต้องมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ และต้องบรรจุลงภาชนะเป็นถาด เป็นถังสีสันต่างๆ ตามที่เข้าใจกันไปโดยคลาดเคลื่อน แม้เพียงผ้าผืนหนึ่ง ที่นำมาทอดไว้เป็นของไม่เจาะจงมุ่งหมายให้ได้แก่พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง หากแต่ทอดไว้เพื่อให้พระภิกษุรูปใดๆ ก็ได้ มาพิจารณาชักไปใช้สอยเป็นประโยชน์ ซึ่งเรียกว่าผ้าป่า ก็จัดเป็นสังฆทานประเภทหนึ่งเหมือนกัน

ในทาน 2 อย่างนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสสรรเสริญสังฆทานว่าเป็นเลิศ มีผลมากที่สุด ดังพระพุทธพจน์ ความว่าเราไม่กล่าวว่า ปาฏิบุคลิกทานมีผลมากกว่าของที่ให้แก่สงฆ์ ไม่ว่าโดยปริยายใดๆพร้อมทั้งตรัสชักชวนให้สาธุชนถวายสังฆทาน คือให้แก่หมู่สงฆ์โดยส่วนรวมด้วย

ท่านทั้งหลายนำโดยคณะศาลปกครอง ได้มาทอดผ้าป่า ถวายไว้เป็นของสงฆ์ มิได้เจาะจงถวายแก่พระภิกษุรูปหนึ่งรูปใด และยิ่งไปกว่านั้น ยังมุ่งหวังตั้งใจให้ปัจจัยอัน เป็นบริวารผ้าป่า สามารถช่วยสนับสนุน โรงพยาบาลราชบุรี ให้มีครุภัณฑ์และพื้นที่ที่จะเอื้ออำนวยต่อการบำบัดโรคภัยของมหาชนทั้งปวง โดยไม่จำเพาะเจาะจงจะช่วยใครคนใดคนหนึ่ง

แต่เป็นการบำเพ็ญสาธารณกุศล มอบให้แก่คนทั่วไป ไม่เลือกยากดีมีจน ไม่จำกัดชาติพันธุ์ชนชั้นวรรณะ ตามหลักการทางสากล ที่เรียกว่าเป็นการกระทำเพื่อมนุษยธรรมย่อมนับเป็นบุญกิริยาอย่างวิเศษ เป็นสังฆทานสองชั้นอันควรแก่การอนุโมทนาอย่างยิ่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน