ใส่บาตรหนังสือเพิ่มพูนปัญญา
ศูนย์หนังสือจุฬาฯ-วัดพระราม๙
ใส่บาตรหนังสือเพิ่มพูนปัญญา – ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก และสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ จัดกิจกรรม “ใส่บาตรหนังสือ ครั้งที่ 13 : ครูสร้างคน คนสร้างครู” เพื่อสานต่อโครงการใส่บาตรหนังสือที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวถึงการจัดงานในปีนี้ว่า เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงพระคุณของครู เนื่องด้วยวันที่ 16 ม.ค.ของทุกปี เป็นวันครูแห่งชาติ ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของครูผู้สั่งสอนแนะนำ

ให้วิชาและถ่ายทอดความรู้ การอ่าน การเขียน เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้และประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ ที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองให้แก่สังคมและประเทศชาติต่อไป
โดยในปีนี้ เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา สำนักพิมพ์ต่างๆ ร่วมกัน ใส่บาตรหนังสือ ถวายคูปองและจตุปัจจัยให้แก่พระภิกษุ-สามเณร จำนวน 69 รูป จาก วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก, วัดยานนาวา, วัดหัวลำโพง และโรงเรียนพระปริยัติธรรม

เพื่อให้พระภิกษุ-สามเณร เลือกหนังสือสื่อการศึกษา ตรงตามความต้องการ ภายในศูนย์หนังสือจุฬาฯ-อาคารจามจุรีสแควร์ ชั้น 4
ภายในงานยังได้จัดปาฐกถาธรรม “ครูสร้างคน คนสร้างครู” โดย พระราชญาณกวี (สุวิทย์ ปิยวิชฺโช) หรือนามปากกา ปิยโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก พร้อมพิธีสวดมนต์เพื่อเสริมสิริมงคลให้แก่ชีวิตตนเองและครอบครัว
สามเณรณรงศักดิ์ รัตเพ็ชร วัดยานนาวา กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านว่า “ปัจจุบันนี้อาจจะมีโลกโซเชี่ยลมีเดียมากมายที่ทุกคนให้ความสำคัญและเวลากับสิ่งเหล่านี้ จนไม่ค่อยได้มองเห็นถึงข้อดีของหนังสือ อยากจะบอกว่าหลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมาจากการอ่านหนังสือ

เพราะฉะนั้น ถือได้ว่าหนังสือเป็นพื้นฐานที่จะเป็นทางที่นำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต ก็จะฝากด้วยว่าหนังสือมีมากมายหลากหลาย สามารถเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ จากผู้เขียน วันนี้คิดไว้ว่าจะมาเลือกหนังสือที่เกี่ยวกับการพูด รวมทั้งหนังสือเกี่ยวกับคติธรรม กลอน คำคมต่างๆ”
นอกจากการใส่บาตรหนังสือแล้ว ยังได้มีพิธีมอบหนังสือให้แก่โรงเรียนที่อยู่ในชุมชนถนนพระราม 4 ได้แก่ โรงเรียนวัดหัวลำโพง และโรงเรียนสวนลุมพินี
น.ส.อุไรวรรณ ผาปรางค์ ครูบรรณารักษ์ โรงเรียนสวนลุมพินี กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้พาคณะนักเรียนมาร่วมใส่บาตรหนังสือ และรับมอบหนังสือเข้าห้องสมุด ว่า “การอ่านหนังสือก็มีความสำคัญกับทุกเพศทุกวัย เพราะเป็นพื้นฐานในการสื่อสาร

ถ้าเด็กๆ อ่านไม่ได้ก็ไม่สามารถที่จะสื่อสารให้เข้าใจได้ การจะพูดให้ดีได้นั้นต้องเกิด จาการอ่าน ทางโรงเรียนเราจะเน้นส่งเสริมให้เด็กๆ เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นต้นกล้าที่ดี เป็นกำลังสำคัญของชาติ”
“ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมโครงการใส่บาตรหนังสือ ถือว่าเป็นโครงการที่ดีมาก เพราะในชุมชนหรือถิ่นทุรกันดารก็ค่อนข้างมีความต้องการหนังสือกันอีกมาก หรือตามโรงเรียนพระปริยัติธรรมบางแห่งขาดแคลนหนังสือเช่นกัน โครงการนี้จึงดีมากๆ ทำให้พระสงฆ์ได้ใช้ประโยชน์จากหนังสือและเข้าถึงหนังสือมากขึ้น
สำหรับโรงเรียนของเราเด็กเล็กค่อนข้างให้ความสนใจกับห้องสมุดมากกว่าเด็กโต เพราะทุกวันนี้มีสื่อที่เข้ามาดึงความสนใจเด็กๆ มากมาย โดยเฉพาะในโทรศัพท์ นอกจากนี้ยังมีเรื่องเกมเข้ามาอีก เราจะ มีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านตอนเช้า เช่น พี่สอนน้อง ไม่ว่าจะเป็น ภาษาอังกฤษหรือนิทานตอนเช้าก่อนเคารพธงชาติ”

การใส่บาตรหนังสือ จึงแตกต่างจากการใส่บาตรข้าวปลาอาหาร เพราะหนังสือเปรียบเสมือนอาหารสมองที่ต้องบ่มเพาะผ่านการอ่าน จนก่อให้เกิดขุมทรัพย์ทางปัญญาที่มีคุณค่า การให้หนังสือจึงเปรียบได้กับการให้ปัญญา ที่ก่อให้เกิดความอิ่มเอมใจทั้งผู้ให้และผู้รับ
ตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้พระภิกษุ สามเณร สามารถเข้าถึงแหล่งการศึกษาที่ยั่งยืนทั้งทางธรรมและสายสามัญ ก่อให้เกิดศาสนทายาทที่จะช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป