วัดประชารัฐสร้างสุข-พช.
เสวนาหัวใจพระพุทธศาสนา
คอลัมน์ สดจากพระเครื่อง
เสวนาหัวใจพระพุทธศาสนา เมื่อเร็วๆ นี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมงานวันมาฆบูชา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ประจำปี 2563 โดยมี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อัคคชิโน) อุปนายกสภามหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นประธานในพิธี รวมถึงมีการเสวนา เรื่อง “หัวใจพระพุทธศาสนา วัด ประชา รัฐ สร้างสุข” โดยมี พระธรรมรัตนาภรณ์ (สมศักดิ์ โชตินธโร) เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และผู้แทนภาคประชาชน เข้าร่วม
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูป กิจการพระพุทธศาสนา ฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นประธานโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข กล่าวสัมโมทนียกถา ความว่า

“โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข” แนวคิดเริ่มต้นจากสำนักงานพระพุทธศาสนาได้หารือว่าจะทำโครงการวัดสร้างสุข อาตมาจึงทักท้วงว่า ทำไมจึงมีวัดอย่างเดียว ประชาชนไปไหน รัฐบาลไปไหน เราจะเดินคนเดียวหรือ ไม่ใช่แล้ว เราต้องไปกันทุกฝ่าย ทั้งวัดซึ่งเป็นพระสงฆ์ และประชาชนซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนโดยส่วนใหญ่ และรัฐบาล ยกตัวอย่างเช่น องค์การบริหารส่วนตำบลเหล่านี้ เป็นต้น”
“เมื่อทำโครงการนี้ขึ้นได้ ท่านพระธรรมรัตนาภรณ์มีเทคนิคในการชักชวนดำเนินโครงการเป็นอย่างดียิ่ง ทำให้จังหวัดปทุมธานีเป็นแกนนำเป็นตัวอย่าง และเป็นจังหวัดที่สามารถไปศึกษาดูงานโครงการนี้ได้ว่า โครงการนี้สำเร็จโดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งภาครัฐ และประชาชน ทางภาครัฐนั้นได้แรงใจจากอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เมื่อคราวท่านอยู่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ท่านได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและคณะสงฆ์ที่พุทธมณฑล ท่านเป็นกำลังสำคัญที่ผลักดันภาครัฐให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำโครงการนี้ให้เจริญและยั่งยืน โดยมีแนวคิดร่วมกันว่า อย่างน้อยหนึ่งตำบลมีหนึ่งวัดหรือสองวัดเป็นต้นแบบให้ได้ ซึ่งปัจจุบันทำได้แล้วกว่า 1,000 แห่ง” สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าว

ด้านนายสุทธิพงษ์ในฐานะตัวแทนของภาครัฐ ให้ความเห็นต่อโครงการ ว่า โครงการนี้เป็นเรื่องดีที่เกิดจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เชิญชวนราชการ คือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นโซ่ข้อกลางระหว่างวัด ราชการ ประชาชน ผ่านผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งเทศบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก่อนที่จะเสนอขออนุมัติจากมหาเถรสมาคม ปัจจุบันผมในฐานะอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้นำโครงการดีๆ นี้มาสานต่อผ่านทางหน่วยงานในสังกัดกรมที่มีอยู่ทุกจังหวัด ทุกอำเภอทั่วประเทศ
“ด้วยเหตุผลว่า วัดยังคงเป็นที่พึ่งสำคัญของประชาชน การพัฒนาให้วัดเป็นพื้นที่สำหรับทุกภาคส่วนชุมชนได้เข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน จึงเกิดเป็นโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข และความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้อยู่ที่ผู้นำมีความเข้าใจ ผู้นำให้ความจริงจังในการดำเนินโครงการ ผู้นำสามารถขับเคลื่อนโครงการจนเกิดเป็นแบบอย่างให้กับคนในชุมชน และการพัฒนาตามบริบทของพื้นที่อย่างไม่หยุดยั้ง จะก่อให้เกิดทั้งประสิทธิผลและประสิทธิภาพของโครงการ”

การขับเคลื่อนโครงการ ต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างทีมงาน เพื่อเป็นกลไกในการดำเนินงานบนศักยภาพของวัดซึ่งเป็นที่นับถือของคนในชุมชน โดยทีมงานประกอบด้วยทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน เพื่อร่วมกันสร้างสุขให้ชุมชน ตามบทบาทภารกิจ และภาครัฐ โดยผู้นำชุมชนจะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุน เชื่อมโยงและร่วมสร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกับวัดซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการ ในการทำกิจกรรมสร้างสุขร่วมกันระหว่าง วัด และคนในชุมชน เพื่อทำให้วัดเกิดความมั่นคง และชุมชน มีความเข้มแข็ง
อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “ก่อนทำ ให้เกิดความยั่งยืน จะต้องทำให้สำเร็จก่อน ด้วยเหตุผลที่คนไทยยังพึ่งพิงวัดอยู่เสมอ เมื่อวัดสวยงามน่าเข้า คนก็จะเข้ามาในวัด วัดจึงเป็นที่พึ่ง ข่ม สอน ให้คนเกิดจิตปัญญาด้วยกิจกรรมต่างๆ และกิจกรรมต่างๆ ต้องอาศัย “ผู้นำ” ให้เป็นผู้เชื่อมโยงระหว่าง วัดและประชาชน ในการประกอบกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เพื่อทำให้วัดมีความมั่นคง และทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งด้วยนั่นเอง”
หลังการเสวนา ผู้ร่วมงานจำนวนกว่า 1,000 คน ร่วมกันสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตนสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสต่อพระอรหันต์จำนวน 1,250 รูป เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย