ปีติ-สมเด็จพระสังฆราช
ทรงเปิด อาคารวาสนการุญ
ปีติ-สมเด็จพระสังฆราช ทรงเปิด อาคารวาสนการุญ – วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2563 สมเด็จ พระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเปิด “อาคารวาสนการุญ” โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ (วาสนมหาเถร) อ.นครหลวง จ.พระนครศรี อยุธยา


ซึ่งก่อสร้างด้วยงบประมาณของทางราชการ และสมเด็จพระสังฆราชประทาน ทุนทรัพย์ที่สาธุชนถวายโดยเสด็จพระกุศล เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ 26 มิถุนายน เพื่อจัดหาครุภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ จนการก่อสร้างอาคารพร้อมครุภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ แล้วเสร็จครบถ้วนบริบูรณ์
สมเด็จพระสังฆราชประทานนามอาคารใหม่หลังนี้ ว่า อาคารวาสนการุญ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระกรุณาคุณแห่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชิน วราลงกรณ (วาสน์วาสโน) ผู้ประทานกำเนิดและทรงอุปถัมภ์โรงพยาบาล ซึ่งก่อสร้างขึ้นเนื่องในมงคลสมัยฉลองพระชนมายุ 7 รอบ 2 มีนาคม 2525 ณ ต.บ่อโพง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยาอันเป็นพระชาติภูมิ


พร้อมกันนี้ ทรงเปิดป้ายนามโรงพยาบาล ซึ่งเปลี่ยนจากโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) เป็น “โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ (วาสนมหาเถร)” เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาพระอัฐิ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชอุปัธยาจารย์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ


โอกาสนี้ สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระสัมโมทนียกถา ความตอนหนึ่งว่า “สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สมเด็จพระอุปัชฌายะของอาตมภาพ ประทานกำเนิดกิจการโรงพยาบาลแห่งนี้ ด้วยน้ำพระทัยเปี่ยมด้วยความกรุณาสงสารต่อสาธารณชนผู้เจ็บไข้ได้ป่วย และด้วยพระกตัญญูกตเวทิตาธรรมต่อพระชาติภูมิ
เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ มีพระอัธยาศัยโปรดการบำเพ็ญพระกุศลสังคมสงเคราะห์ ด้วยทรงถึงพร้อมด้วยพระคุณสมบัติของความเป็นมหาบุรุษ คือมีความกรุณาสงสารสรรพชีวิต อย่างเต็มเปี่ยมในดวงพระหฤทัย
การที่ทรงสร้างโรงพยาบาลและสถานสงเคราะห์ เป็นสาธารณทานโดยไม่ได้ทรงเลือกจำเพาะเจาะจงว่าใครคนนั้น หรือใครคนนี้จะได้รับประโยชน์ หากแต่เป็นกุศลสาธารณะทั่วไป ไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง ไม่ถือเขาถือเรา ไม่แบ่งแยกชาติชั้นวรรณะ

นับเป็นเนติแบบแผนอันล้ำเลิศ ที่เราท่านทั้งหลายพึงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ด้วยการแผ่ความเมตตากรุณาออกไปอย่างไม่มีประมาณ มุ่งมองทุกชีวิตเป็นเพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์ ร่วมชาติร่วมแผ่นดิน และร่วมโลก อันล้วนต้องร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น
เมื่อใดที่จิตใจของเราสามารถแผ่เมตตากรุณาอันไม่มีประมาณออกไปได้เช่นนี้ ความสงบร่มเย็นที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นในจิตใจของเรา พร้อมกันกับการบังเกิดขึ้นของความสงบร่มเย็น ในสังคมที่เราทั้งหลายต่างอยู่อาศัยร่วมกัน”