วันพุธที่ 15 ก.ค.2563 น้อมรำลึก ครบรอบ 270 ปี ชาตกาล สมเด็จ พระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (มี) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ ที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสด็จสถิต ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์
มีพระนามเดิม มี ประสูติเมื่อวันพุธ ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 8 ตรงกับวันที่ 15 ก.ค.2293 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวบรมโกศ แห่งอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานภูมิลำเนาเดิม ต่อมาผนวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
ครั้น พ.ศ.2325 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกและสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดฯ ตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระวินัยรักขิต แทนตำแหน่งที่พระอุปาฬี ซึ่งเป็นตำแหน่งพระราชาคณะสามัญมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
ดังนั้น สมเด็จพระสังฆราช (มี) จึงทรงเป็นพระราชาคณะในราชทินนามที่ พระวินัยรักขิต เป็นรูปแรก
พ.ศ.2337 ในรัชกาลที่ 1 โปรดให้เลื่อนขึ้นเป็นที่ พระพิมลธรรม ในคราวเดียวกับ ที่ทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราช (สุก) และ สมเด็จพระพนรัตน วัดโพธาราม (วัดพระเชตุพน) ถึงรัชกาลที่ 2
เมื่อสมเด็จพระพนรัตน วัดโพธาราม (วัดพระเชตุพน) ถึงมรณภาพ ราวต้นรัชกาล จึงทรงตั้งเป็นสมเด็จพระ พนรัตน เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระพนรัตน ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจที่สำคัญครั้งหนึ่ง คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ทรงมีพระราชดำริที่จะให้พระสงฆ์ไทยออกไปสืบข่าวพระศาสนายังลังกาทวีป แต่เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราช (สุก) ขณะนั้นทรงชราภาพ จึงทรงมอบหมายให้สมเด็จพระพนรัตน (มี) เป็นผู้จัดสมณทูต เพื่อออกไปยังลังกาทวีป
นับว่าเป็นพระเกียรติประวัติที่สำคัญ ด้วยเป็นการรื้อฟื้นศาสนไมตรีระหว่างไทยกับลังกาที่ร้างกันมากว่าครึ่งศตวรรษขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทั้งเป็นการปูทางให้แก่สมณทูตไทยในรัชกาลต่อมา ซึ่งยังผลให้คณะสงฆ์ไทยและลังกามีการติดต่อสัมพันธ์กันใกล้ชิดยิ่งขึ้น อันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่กันและกันในทางพระศาสนาในเวลาต่อมา
พ.ศ.2359 ในรัชกาลที่ 2 สมเด็จพระสังฆราช (สุก) สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงตั้งสมเด็จพระพนรัตน (มี) เป็นสมเด็จพระสังฆราช ในราชทินนามว่า “สมเด็จพระอริย วงษญาณ” เมื่อวันพฤหัสบดี แรม 7 ค่ำ เดือน 9 ปีชวด พ.ศ.2369 มีสำเนาประกาศทรงตั้ง ดังนี้
“สมเด็จบรมธรรมฤกมหาราชารามาธิราชเจ้า ผู้ทรงทศพิธราชธรรมอนันตคุณวิบุลยอันมหาประเสริฐ ทรงพระราชศรัทธามีพระราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสสั่งพระราชูทิศถาปนาให้สมเด็จพระพนรัตน
เป็นสมเด็จพระอริยวงษญาณ ปริยัติยวราสังฆราชาธิบดี ศรีสมณุตมาปรินายก ติปิฎกธราจารย์ สฤทธิขัติยสารสุนทร มหาคณฤกษษรทักษิณา สฤทธิสังฆคามวาสี อรัญวาสี เป็นประธานถานาทุกคณะนิกรจัตุพิธบรรพสัช สถิตย์ในพระศรีรัตนมหาธาตุวรวิหารพระอารามหลวง ให้จฤกถฤๅตฤกาลอวยผล พระชนมายุ ศมศรีสวัสดิ พิพัฒนมงคลวิมลทฤฆายุศม ในพระพุทธศาสนาเถิด”
สมเด็จพระสังฆราช ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ มีราชทินนามว่า สมเด็จพระอริยวงษญาณ กระทั่งถึงรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงแก้เป็น “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ” และใช้พระนามนี้สืบมาจนปัจจุบัน
เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในยุคสมเด็จพระสังฆราช (มี) คือ การปรับปรุงการศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แบ่งเป็น 3 ชั้น เรียกว่า บาเรียนตรี บาเรียนโท บาเรียนเอก หลักสูตรที่ใช้เรียนใช้สอบ คือพระไตรปิฎกทั้ง 3 คัมภีร์ ได้แก่ พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม
ครั้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ในระหว่างที่สมเด็จพระสังฆราช (มี) ทรงเป็นมหาสังฆปรินายก โปรดให้ปรับปรุงการศึกษาพระปริยัติธรรมเพื่อให้ภิกษุสามเณรที่สอบไล่ได้เป็นบาเรียนมีความรู้กว้างขวางยิ่งขึ้นโดยขยายการศึกษาออกไปเป็น 9 ประโยค ผู้สอบไล่ได้ตั้งแต่ 3 ประโยคขึ้นไปจึงเรียกว่าเป็นบาเรียน (หรือเปรียญ)
ชั้นบาเรียนที่ปรับปรุงใหม่ในรัชกาลที่ 2 ดังกล่าวนี้ ก็มีอัตราเทียบได้กับชั้นบาเรียนอย่างเก่าได้ ดังนี้ 3 ประโยค จัดเป็นบาเรียนตรี, 4-5-6 ประโยค จัดเป็นบาเรียนโท และ 7-8-9 ประโยค จัดเป็นบาเรียนเอก
สมเด็จพระสังฆราช (มี) สิ้นพระชนม์เมื่อวันเสาร์ แรม 7 ค่ำเดือน 10 ปีเถาะ เอกศก จุลศักราช 1181 วันที่ 11 ก.ย.2362 พระชนมายุ 69 พรรษา ทรงดำรงตำแหน่งมหาสังฆปรินายก 3 ปี กับ 1 เดือน