สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ – วันอังคารที่ 22 ก.ย.2563 น้อมรำลึกครบ 26 ปี มรณกาล สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สุวรรณ สุวัณณโชโต) อดีตเจ้าอาวาส วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตนเป็นตัวอย่าง ด้วยมีวัตรปฏิบัติอันน่ายกย่องและศรัทธา
ชาติภูมิ เกิดในสกุลเขื่อนเพ็ชร เมื่อ วันเสาร์ที่ 5 มิ.ย.2463 ปีวอก ที่บ้านนางแล ต.นางแล อ.เมืองเชียงราย เป็นบุตรนายจี วงศ์เรืองศรี นางขันแก้ว เวียงมูล
บรรพชาเมื่อวันที่ 15 ก.ค.2477 ที่วัดนางแล โดยมีพระครูสุตาลังการ วัดกลางเวียง เป็นพระอุปัชฌาย์
อุปสมบทเมื่อวันที่ 27 พ.ค.2483 ที่ วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ โดยมีสมเด็จ พระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตติโสภโณ) ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระพรหมมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า สุวัณณโชโต
มุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรม สามารถสอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค ที่สำนักเรียน วัดเบญจมบพิตร
นอกจากดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรแล้ว ยังดำรงตำแหน่งทางการปกครองบริหารและสังคมอีกหลายตำแหน่ง อาทิ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กรรมการมหาเถรสมาคม ตั้งแต่เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม
เป็นแม่กองบาลีสนามหลวง ต่อจากสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินธโร) วัดสามพระยา
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2489 พระครูฐานานุกรมในพระพรหมมุนี (ปลด กิตติ โสภโณ) ที่พระครูปลัดสุวัฒนพรหมจริยคุณ พ.ศ.2490 เป็นพระครูฐานานุกรมในสมเด็จ พระวันรัต (ปลด กิตติโสภโณ) ที่พระครูปลัดสัมพิพัฒนสุตาจารย์
พ.ศ.2493 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระกิตติวงศ์มุนี
พ.ศ.2501 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพกิตติมุนี
พ.ศ.2505 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่พระธรรมกิตติโสภณ
พ.ศ.2516 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่ พระพุทธิวงศมุนี
พ.ศ.2532 ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์
โดยเฉพาะงานพระธรรมจาริกนั้น ทุ่มเทอย่างสุดกำลัง ทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 จนกระทั่งสิ้นอายุขัย ทั้งลงมือทำเองและชักชวนผู้อื่นด้วย ส่งพระธรรมจาริกเข้าไปบุกเบิก ทั้งสอน แนะนำ เป็นครู คลุกคลีทำงานร่วมกับชาวเขาจนก่อเกิดศรัทธาในพุทธศาสนา
ในส่วนที่เกี่ยวกับพระมหาเถระระดับสูงนั้น ได้รับความเมตตาและไว้วางใจในหลายกรณี จากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฒโน) และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินธโร)
ทุ่มเทให้กับงานสังคมสงเคราะห์ตลอด ไม่ถือตัว เป็นกันเองกับทุกคนแม้แต่คนงานวัดซึ่งมีฐานะยากจน ท่านให้ความเมตตาช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ
จึงเป็นพระมหาเถระที่เสียสละ เป็นพระผู้ให้จวบจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต
มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2537 เวลา 11.40 น. ที่โรงพยาบาลศิริราช
สิริอายุ 74 ปี พรรษา 53