พระพรหมวชิราธิบดี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
มงคลข่าวสด
วันที่ 6 ก.พ.2565 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดพระราชทานราชทินนาม พระธรรมปัญญาบดี เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามว่า พระพรหมวชิราธิบดี ศรีสังฆวรนายก มหาจุฬาลงกรณดิลก สุพพิธาน นายกสภาบริหารบัณฑิต ปริยัติกิจวรธาดา มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพ มหานคร
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.2565 ประกาศ ณ วันที่ 6 ก.พ.2565 เป็นปีที่ 7 ในรัชกาลปัจจุบัน
ปัจจุบัน พระพรหมวชิราธิบดี (พีร์ สุชาโต) สิริอายุ 92 ปี พรรษา 72 ดำรงตำแหน่งอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ, ที่ปรึกษาเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)
มีนามเดิมว่า พีร์ ผ่องสุภาพ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 31 ต.ค.2473 ที่หมู่ที่ 5 ต.บ้านแค อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา บิดา-มารดา ชื่อ นายคำ และ นางเจริญ ผ่องสุภาพ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา
ในวัยเยาว์ เรียนหนังสือที่โรงเรียนราษฎร์สุธานุสรณ์ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ออกมาช่วยครอบครัว ทำนา
ยามว่าง มักติดตามบิดา-มารดา เข้าไปทำบุญที่วัดเป็นประจำ ทำให้มีจิตใจฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนา
อายุครบ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ที่พัทธสีมาวัดบ้านแค เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2493 โดยมีพระโพธิวงศาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง วัดอ่างทอง ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.อ่างทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระวิกรมมุนี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นพระอนุสาวนา จารย์ ได้รับนามฉายาว่า “สุชาโต” หมายความว่า ชาติกำเนิดที่ดีงาม
ทันทีที่ได้รับโอกาสในการศึกษา ตั้งใจศึกษา พระปริยัติธรรมด้วยความมุ่งมั่น สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ

เมื่อย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดมหาธาตุฯ ศึกษาพระปริยัติธรรมเพิ่มเติม จนสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค สำนักเรียนวัดมหาธาตุฯ
นอกจากนี้ ยังมิได้หยุดนิ่งในการศึกษา เพิ่มเติม ได้เดินทางไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยแห่งประเทศอินเดีย และสำเร็จการศึกษาสาขาวิชาพระพุทธศาสนา ครั้งเดินทางกลับประเทศไทย เข้ามาช่วยปฏิบัติ ศาสนกิจของคณะสงฆ์
ผ่านการปฏิบัติศาสนกิจสำคัญต่างๆ มากมาย อาทิ งานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เคยเป็นผู้ช่วยพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ปฏิบัติศาสนกิจ ณ ประเทศอังกฤษ และได้รับ อาราธนาไปแสดงพระธรรมเทศนาที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ในงานการกุศลต่างๆ ตลอดจนถึงแสดงพระธรรมเทศนา ในวันธรรมสวนะและวันอาทิตย์
เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ของวัดมหาธาตุฯ ที่เอาใจใส่ในกิจการงานของวัดด้วยดีตลอดมา ดังจะเห็นได้จากตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ ที่รับภารธุระอยู่ ทุกประการล้วนต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ พร้อมทั้งความตั้งใจจริงอย่างดียิ่งทั้งนั้น
ด้วยวัดมหาธาตุฯ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ที่มีความเก่าแก่ และเป็นวัดที่มีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษามาก สิ่งสำคัญที่วัดพยายามสนับสนุนส่งเสริมเรื่องการศึกษาและการปฏิบัติธรรม รวมทั้ง ยังตั้งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ คือ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)
ด้านการศึกษาจะเห็นได้ว่าสถิติทางการศึกษาที่ผ่านมา วัดมหาธาตุฯ มีสถิติที่อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจตลอดมา
ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2532 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ พ.ศ.2535 เป็นพระอุปัชฌาย์และเป็นหัวหน้าพระวินยาธิการ กรุงเทพฯ
พ.ศ.2544 เป็นเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2548 เป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราช รังสฤษฎิ์
พ.ศ.2554 เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะกรุงเทพ มหานคร
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2535 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระเมธีธรรมาจารย์ พ.ศ.2540 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชเมธี พ.ศ.2545 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพเมธี พ.ศ.2549 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมสุธี
พ.ศ.2559 ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏที่ พระธรรมปัญญาบดี
ล่าสุด พ.ศ.2565 ได้รับพระราชทานราชทินนาม เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ในราชทินนามที่ พระพรหมวชิราธิบดี
เป็นพระมหาเถระที่ควรแก่การยกย่องอีกรูป