เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2565 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระสี สิริญาโณ เป็น พระราชวัชรสิริมงคล วิมลภาวนาวรกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระ สถิต ณ วัดป่าศรีมงคล จังหวัดอุบลราชธานี มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป
“พระราชวัชรสิริมงคล” หรือ “หลวงปู่สี สิริญาโณ” ประธานสงฆ์วัดป่าศรีมงคล (วัดป่าบ้านเปือย) ต.โนนกาเล็น อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี เป็นลูกศิษย์รุ่นแรกของพระโพธิญาณเถร หรือ หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี
นับได้ว่าเป็นผู้มีพรรษามากที่สุด ในบรรดาศิษย์ที่ยังดำรงธาตุขันธ์
ปัจจุบัน สิริอายุ 98 ปี พรรษา 77
เกิดเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2467 ตรงกับวันศุกร์ แรม 6 คํ่า เดือน 6 ปีชวด มีนามเดิมว่า ศรี นามนาง (ภายหลังเปลี่ยนวิธีการสะกดชื่อตัวเป็น ‘สี’) ที่บ้านเปือย หมู่ที่ 3 ต.โนนกาเล็น อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี
บิดา-มารดา ชื่อ นายอินทร์ และแม่นาง นามนาง มีพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน 9 คน
ช่วงวัยเยาว์เป็นเด็กที่อยู่ในโอวาทของพ่อ-แม่ ว่านอนสอนง่าย
เริ่มเข้าสู่วัยหนุ่ม เอาใจใส่ในการดูแลไร่อ้อยเป็นหลัก ช่วงต้นอ้อยยังเล็ก ต้องถอนหญ้าพรวนดิน ใส่ปุ๋ยจนกว่าจะโตสมบูรณ์ เมื่อโตขึ้น มีเวลาว่าง ก็จะถางป่า เพิ่มขยายไร่ปลูกต่อ
อยู่มาวันหนึ่ง ความคิดก็เริ่มเปลี่ยนไป เกิดความเบื่อหน่ายกับการงานที่ทำจำเจไม่จบไม่สิ้น อยากจะบวชเรียนเขียนอ่าน หาความรู้ใส่ตัว จึงพูดทีเล่นทีจริงกับพ่อแม่ว่า “อยากไปอยู่วัด คัดทหารแล้วไปบวช”
ครั้นอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ พ่อจึงนำไปฝากเป็นศิษย์วัดกับหลวงพ่อกลม เจ้าอาวาสวัดบ้านเปือย ม.3 ต.โนนกาเล็น
จึงมีโอกาสศึกษากฎระเบียบ วินัย กิจวัตรประจำวันของสงฆ์ และท่องหนังสือ 7 ตำนาน พอถึงวันที่กำหนดบวชก็จัดงานบวชให้ ท่ามกลางความปีติยินดีของญาติพี่น้องทุกคนโดยเฉพาะนายสีเอง เพราะมีจิตศรัทธา
เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดป่าบ้านเปือย เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2488 เวลา 16.20 น. มีพระครูสีลสุนทร (ทา) เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อกลม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อสงค์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สิริญาโณ
ประมาณ ปี พ.ศ.2512 มีโอกาสมาพบกับหลวงพ่อชา ซึ่งการพบกันครั้งนั้น นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต เนื่องจากได้มีโอกาสเรียนรู้หลักธรรมและการปฏิบัติกัมมัฏฐานที่ถูกต้องโดยตรง
กระทั่งหลวงพ่อชามอบหมายให้ไปดูแลวัดสาขาของวัดหนองป่าพง ซึ่งก็คือวัดป่าศรีมงคลนั่นเอง
ก่อนที่ท่านจะเข้ามาขอฝากตัวเป็นศิษย์ เพื่อศึกษาพระธรรมกับหลวงพ่อชานั้น เคยร่ำเรียนวิชาการต่างๆ หลายสายหลายด้าน ศึกษาวิทยาคมหลายแขนง แม้แต่การใช้พระคาถาปัดเป่ารักษาคนป่วยไข้ให้หายจากอาการป่วย ก็ร่ำเรียนมาจนแตกฉาน
กระทั่งมีโอกาสเจอกับหลวงพ่อชา ในปี พ.ศ.2512 ถึงได้ตัดสินใจเป็นมั่นคงหนักแน่นที่จะละทิ้งในวิทยาคมต่างๆ ที่เรียนมาทั้งหมด เพื่อนำตัวของท่านเข้าสู่การปฏิบัติธรรม เจริญความเพียรทางด้านวิปัสสนาให้ถ่องแท้แตกฉาน
จากวันนั้นเป็นต้นมา จึงอยู่ปฏิบัติกับหลวงพ่อชา จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง จึงได้เดินทางไปดูแลวัดป่าในสาขาของวัดหนองป่าพง สาขาที่ 13 ที่วัดป่าศรีมงคล (วัดป่าบ้านเปือย) ต.โนนกาเล็น อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี จนถึงปัจจุบัน
วันที่ 25 พ.ค. 2565 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระราชวัชรสิริมงคล
ทุกวันนี้ สังกัดอยู่ 3 แห่ง คือ วัดป่าภูตามุย ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี, วัดริมโขง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี และวัดป่าศรีมงคล
นับเป็นพระเถระที่ควรแก่การยกย่องอีกรูป