วันพุธที่ 24 เม.ย.2567 น้อมรำลึกครบรอบ 136 ปี ชาตกาล “พระธรรมเจดีย์” หรือ “หลวงปู่จูม พันธุโล” อดีตเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี และอดีตเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี พระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ เป็นที่เลื่อมใสของชาวเมืองอุดรธานี

ศิษย์เอกหลวงปู่จันทร์ เขมิโย พระปฏิบัติชื่อดังอีกรูปของเมืองไทย

เป็นพระอุปัชฌาย์พระวิปัสนาจารย์หลายรูป อาทิ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่ขาว อนาลโย, หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ รวมถึงหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ด้วย

มีนามเดิมว่า จูม จันทรวงศ์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี 24 เม.ย.2431 ชาติภูมิอยู่บ้านท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ครอบครัวประกอบอาชีพทำนาทำไร่

เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดศรีเทพประดิษฐาราม อ.เมือง จ.นครพนม จนจบหลักสูตรประถมศึกษาบริบูรณ์

ต่อมาเมื่ออายุ 12 ปี บิดามารดาประสงค์จะให้ลูกชายได้บวชเรียนจึงจัดการให้บรรพชาเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.1442 โดยมีพระครูขันธ์ ขันติโก วัดโพนแก้ว อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เป็นพระอุปัชฌาย์

พักอยู่ที่วัดโพนแก้ว ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม อักษรขอม อักษรธรรม และภาษาไทย

มีความสนใจในการศึกษา สามารถเขียนอ่านได้อย่างคล่องแคล่ว มีสติปัญญาเฉียบแหลม จนเป็นที่รักใคร่ของครูบาอาจารย์

อริยะโลกที่ 6 - รำลึก 136 ปี ชาตกาล พระธรรมเจดีย์ (จูม)

นอกจากนี้ ยังได้ฝึกหัดเทศน์มหาชาติ (เวสสันดรชาดก) เป็นทำนองภาคอีสาน ปรากฏว่าเป็นที่นิยมชมชอบยิ่งนัก

ต่อมาในปี พ.ศ.2445 ย้ายไปอยู่วัดอินทร์แปลง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครพนม เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย

พ.ศ.2446 พระอาจารย์จันทร์ เขมิโย ซึ่งต่อมาได้รับสมณศักดิ์ที่ “พระเทพสิทธาจารย์” และเป็นพระอาจารย์ มีความสนใจการปฏิบัติกรรมฐานเป็นพิเศษ ปรารภจะเดินทางไปกราบขออุบายธรรมจากพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายกัมมัฏฐาน คือ พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล และพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

ดังนั้น สามเณรจูมและหมู่คณะจึงติดตามร่วมเดินทางมุ่งสู่จังหวัดอุบลราชธานี

คณะพระอาจารย์จันทร์และลูกศิษย์ได้เข้ากราบนมัสการพระอาจารย์เสาร์และพระอาจารย์มั่นที่สำนักวัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี และได้ฝากถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษาข้อวัตรปฏิบัติ

ตลอดเวลา 3 ปีได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระอาจารย์ใหญ่เป็นอย่างดี จนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องวัตรปฏิบัติ ทำให้สามเณรจูมประพฤติดีปฏิบัติชอบ สร้างสมบารมีเรื่อยมา จนได้เป็นพระมหาเถระผู้มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นปูชนียบุคคลของชาวอีสานในกาลต่อมา

พ.ศ.2449 ได้กราบลาพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองพาคณะพระภิกษุและสามเณรกลับจังหวัดนครพนมอันเป็นถิ่นมาตุภูมิ

เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 9 มี.ค.2450 ที่พัทธสีมาวัดมหาชัย อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี มีพระครูแสง ธัมมธโร วัดมหาชัย เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสีมา สีลสัมปันโน วัดจันทราราม อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่นเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์จันทร์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกนักธรรมและบาลีที่สำนักวัดเทพศิรินทรา วาสเป็นเวลาหลายพรรษา สามารถสอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี-โท ต่อมาสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค

อยู่จำพรรษาที่วัดเทพศิรินทราวาสเป็นเวลานานถึง 15 ปี เมื่อได้รับพระบัญชาจากคณะสงฆ์จึงอำลาวัดเทพศิรินทราวาสเดินทางสู่จังหวัดอุดรธานี ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2466 เป็นต้นมา

เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสเร่งพัฒนาวัดโพธิสมภรณ์ให้เจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านศาสนสถาน ศาสนศึกษา ศาสนบุคคล และศาสนธรรม

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2473 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่พระราชเวที พ.ศ.2478 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพกวี

พ.ศ.2488 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมเจดีย์

พระธรรมเจดีย์เริ่มอาพาธมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 จนถึงเดือนมี.ค.2505

จนกระทั่งวันที่ 11 ก.ค.2505 จึงถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบ ที่โรงพยาบาลศิริราช

สิริอายุ 74 ปี พรรษา 55

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน