นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในการรับฟังการแสดงพระธรรมเสวนาเนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2567 โดยได้รับเมตตาจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อัคคชิโน) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นประธานสงฆ์และเป็นองค์แสดง
โอกาสนี้ นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร นายราชันย์ ซุ้นหั้ว รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรม รัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ สมาชิกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และพี่น้องพุทธศาสนิกชนร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก ที่พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ
การนี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์แสดงพระธรรมเทศนา โดยยกเนื้อความในโพธิสูตรเมื่อครั้งพระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรีบรรลุพระอรหันต์ โดยกาลครั้งนั้นพระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรีได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เพื่อทูลขอให้พระองค์ทรงแสดงธรรม ปรากฏความเบื้องต้นว่า “หม่อมฉันขอประทานวโรกาสเถิดพระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมะแก่หม่อมฉัน เพื่อหม่อมฉันจะได้ฟังธรรมะของพระผู้มี พระภาคเจ้าแล้วจะได้เป็นผู้เดียวที่หลีกออกจากหมู่ ประพฤติตนไม่ประมาท มีความเพียรเป็นเครื่องแผดเผากิเลส” โดยสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมะโปรดใจความว่า

“ดูก่อนโคตมี…ท่านพึงรู้อย่างนี้ว่า ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความสงบอยู่ดี ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อประกอบทุกข์ ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความอยากอันใหญ่ ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความไม่สะดวก ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความทุกข์ ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความแค้นยาก พึงรู้เถิดว่าธรรมะเหล่านั้นไม่ใช่ธรรมะ ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา แต่ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อปราศจากความกำหนัดย้อมใจ เป็นไปเพื่อไม่ประกอบทุกข์ เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส เป็นไปเพื่อความอยากอันน้อย เป็นไปเพื่อความสันโดษยินดีต่างมีต่างได้ เป็นไปเพื่อความวิเวกสงบสงัด เป็นไปเพื่อความเพียร เพิ่งรู้เถิดว่าธรรมะเหล่านั้นเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสอนของพระศาสดา”
เมื่อจบพระธรรมเทศนาพระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรีซึ่งได้รับฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็พึงได้ใจความนำไปปรับใช้ และจบเนื้อความในโพธิสูตรเพียงเท่านี้
สำหรับหลักธรรมตรัสทูลของพระนางมหาปชาบดีโคตมี เถรีสามารถสรุปใจความหลักธรรมแบ่งออกได้เป็น 5 ประการ ดังนี้
1) การเป็นผู้เดียว คือ เป็นคนเดียว กล่าวคือจะต้องปลีกวิเวก ออกจากความวุ่นวาย ทำจิตใจให้สงบ
2) การปริออกจากหมู่ มีความคล้ายกับข้อที่ 1 ว่า คำว่าหมู่ หรือหมู่คณะนั้น มักเกิดความวุ่นวายด้วยหมู่ชน เพราะฉะนั้น จึงควรเปลี่ยนใจออกจากหมู่ ปลีกใจออกจากความผูกพัน

3) การไม่เมา ไม่ประมาท เมาในที่นี้ ไม่ใช่การเมาเหล้า เมากัญชา ซึ่งเป็นเพียงการเมาชั่วคราวเท่านั้น แต่เมาคือ การเมาใจ การเมาในวัยที่เชื่อว่าเราอยู่ในวัยที่พึงสุขพึงเจริญ วัยหนุ่มวัยสาว ไม่เฒ่าไม่แก่ ยังไม่เป็นอะไร เมาในความไม่มีโรค เมาในชีวิต ในความอิสระ จึงนึกประมาทมัวเมาหลงใหลไม่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมะในพระพุทธศาสนา ครั้นพอเฒ่าแก่ลำบากจึงจะเข้าวัดฟังเทศน์รักษาศีล ซึ่งในช่วงนั้นร่างกายย่อมไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติธรรมให้จรรโลงและบรรลุผล เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรประมาทมัวเมาหลงใหล
4) การมีความเพียร เพื่อแผดเผากิเลส คำว่าเพียรเผากิเลสนั้นหมายความว่า การทำสิ่งใดให้รอบคอบ พยายามคิดให้ถี่ถ้วนสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว
5) การมีตนส่งไปแล้วคือ การไม่ถือตน ถือยศถาบรรดาศักดิ์ เพราะการถืออัตตาในตัวเองย่อมทำให้เรามีอคติ ดังนั้น การมาวัด ฟังธรรมะปฏิบัติ พึงจะต้องไม่เอาตนมาด้วย แต่พึงเอาจิตใจที่บริสุทธิ์เข้ามาเพื่อปฏิบัติธรรมให้เกิดผลมากที่สุด สิ่งเหล่านี้คือหลักธรรมที่พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรีได้ทรงนำมาปฏิบัติเป็นนิจ จนในที่สุดก็ส่งผลให้ท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์