วันเสาร์ที่ 22 มิ.ย.2567 น้อมรำลึกครบ 152 ปี มรณกาล “สมเด็จพระพุฒาจารย์” (โต พรหมรังสี) พระมหาเถระรูปสำคัญที่ได้รับความนิยมนับถืออย่างมากในประเทศไทย เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ในสมัยรัชกาลที่ 4-5

ธรรมะและวัตรปฏิบัติยังคงจับจิต ตรึงใจผู้คนทุกยุคสมัย แม้กระทั่งเจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน เป็นตำนานที่เล่ากี่ครั้งกี่หนก็บังเกิดแต่ความรู้สึกดี

เป็นพระสงฆ์ที่คนรู้จักมากที่สุด พระชินบัญชรคาถา เป็นบทสวดภาวนาที่ได้รับความศรัทธาสูงสุด แต่ละบทกล่าวสรรเสริญ และอัญเชิญพระบารมีแห่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตลอดทั้งพระอรหันตสาวกทั้งหลาย เพื่อการปกป้องคุ้มครองรักษาผู้สวด

ถือกำเนิดตอนเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดีที่ 17 เม.ย.2331 ตรงกับวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 5 ปีวอก จุลศักราช 1150 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ

บิดาไม่ปรากฏนาม มารดาชื่อ “เกศร์” หรือ “เกตุ” บางตำราว่าชื่อ “นางงุด” ดั้งเดิมเป็นชาวอุตรดิตถ์ ก่อนมาให้กำเนิดท่านที่บ้าน อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา

อริยะโลกที่ 6

บรรพชาที่วัดอินทรวิหาร พระบวรวิริยเถร (อยู่) เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม (วัดบางลำพูบน) เป็นพระอุปัชฌาย์ และอุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นนาคหลวง สมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดมหาธาตุฯ เป็นพระอุปัชฌาย์

ศึกษาพระปริยัติธรรมจากสำนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (นาค) วัดระฆังฯ และศึกษาต่อกับสมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดมหาธาตุฯ นอกจากนี้แล้วไม่มีบันทึกไว้ชัดเจน

ครั้งเป็นสามเณรโต มักได้รับคำชมเชยว่ามีความทรงจำดีเยี่ยม มีปฏิภาณเป็นยอดยิ่งเมื่อเป็นพระภิกษุเต็มตัว ยิ่งทรงคุณ ทรงความรู้ ทรงภูมิธรรม มีสติปัญญาฉลาดหลักแหลม แตกฉานในวิทยาการต่างๆ

วิปัสสนาธุระ คันถธุระ และหรือ คุณวุฒิเด่นๆ อย่าง โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ ล้วนเป็นเลิศ

กล่าวกันว่า ชอบสร้างอะไรให้ใหญ่โตไว้เพื่อให้สมกับนาม งานประติมากรรมที่เป็นอนุสรณ์รู้จักกันดี อาทิ พระพุทธรูปปางไสยาสน์ วัดสะตือ จ.พระนครศรีอยุธยา อนุสรณ์ว่าได้เกิดที่นั่น, พระพุทธรูปยืน (พระศรีอารยเมตไตรย) วัดอินทรวิหาร กทม. อนุสรณ์ว่ามาหัดเดินและเติบโต, พระเจดีย์นอน วัดลครทำ กรุงเทพฯ สร้างขึ้นเพื่อประสงค์ให้เป็นพระธรรมเจดีย์บรรจุพระธรรม, พระพุทธรูปนั่ง วัดพิตเพียน (วัดกุฎีทอง) จ.พระนครศรีอยุธยา, พระพุทธรูปยืน วัดกลางคลองข่อย ฯลฯ

เป็นพระเกจิเถราจารย์ผู้มีปฏิปทาจริยาวัตรน่าเลื่อมใส เป็นที่เคารพนับถือทั่วไป ตั้งแต่พระมหากษัตริย์จนถึงสามัญชน นอกจากจริยาวัตรด้านความสมถะอันโดดเด่นแล้ววัตถุมงคล “พระสมเด็จ” ที่ท่านได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชา ถูกจัดเข้าในพระเครื่องเบญจภาคี หรือสุดยอดของพระเครื่องวัตถุมงคล 1 ใน 5 ของไทย

ยังปรากฏเกียรติคุณความเป็นพระนักเทศน์ระดับชั้นธรรมกถึก ในอดีตพระเถระผู้ใหญ่ระดับชั้นพระราชาคณะ ต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าสวดฉันจังหัน และแสดงธรรมเทศนาในพระบรมมหาราชวัง โดยมีในหลวงทรงเป็นองค์ประธาน

เทศน์กัณฑ์มัทรีได้ไพเราะเพราะพริ้งจนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ โปรดให้เป็นนาคหลวง และรัชกาลที่ 2 พระราชทานเรือกราบกันยา หลังคากระแชง ซึ่งเป็นเรือทรงในพระองค์เจ้าให้ไว้ใช้ในกิจส่วนตัว

รัชกาลที่ 4 ก็โปรดการเทศน์ของสมเด็จฯ เป็นอย่างมาก ตรัสว่า “ถ้าไม่ได้เห็นขรัวโตหลายๆ วันครั้งใด รู้สึกเหงาๆ ได้สนทนากับขรัวโตแล้วสบายใจดี”

รัชกาลที่ 4 ทรงแต่งตั้งให้ท่านเป็นพระราชาคณะที่ พระธรรมกิตติ

ถัดมาอีก 2 ปี ทรงสถาปนาให้เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์รูปที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สืบแทนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน) วัดสระเกศ

ในปีที่ 5 แห่งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปดูการก่อสร้างพระโต วัดบางขุนพรหมในอาพาธด้วยโรคชรา และถึงแก่มรณภาพบนศาลาใหญ่วัดบางขุนพรหมใน (วัดอินทรวิหาร) ตรงกับวันที่ 22 มิ.ย.2415

สิริอายุ 85 ปี พรรษา 65

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน