นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดงานประจำปีปิดทองไหว้สมเด็จพระพุทธโคดม ประเพณีทิ้งกระจาดให้ทานวัดไผ่โรงวัว ประจำปี 2567 พร้อมทั้งขบวนแห่รูปเหมือนหลวงพ่อขอม อดีตเจ้าอาวาสวัดไผ่โรงวัว ให้สาธุชนได้สักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมีนายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยราชการทุกภาคส่วน คณะกรรมการจัดงาน และประชาชนร่วมงาน เมื่อเร็วๆ นี้ที่วัดไผ่โรงวัว ต.บางตาเถร อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

วัดไผ่โรงวัวริเริ่มจัดงานประเพณีทิ้งทานมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.2514 โดยการนำของพระครูอุภัยภาดาทร (หลวงพ่อขอม) อดีตเจ้าอาวาสวัดไผ่โรงวัวรูปแรก สืบเนื่องมาจนถึงพระครูอนุกูลปัญญากร เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ดำเนินการจัดงานประเพณีนี้ต่อเนื่องมานับได้มากกว่า 50 ปี
เพื่อเป็นการสืบสานเจตนารมณ์ของหลวงพ่อขอมในการให้ทานกับประชาชนทั่วไปให้คงอยู่สืบไปนั้น เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นอันดีงามของวัดไผ่โรงวัวให้เป็นที่รู้จักทั่วไปอย่างกว้างขวางและทั่วถึง สืบทอดพุทธศาสนาให้คงอยู่และเจริญรุ่งเรืองสืบไป

หลวงพ่อขอม
“พระครูอุภัยภาดาธร” หรือ “หลวงพ่อขอม อนิโช” อดีตเจ้าอาวาส พระนักพัฒนารูปสำคัญ ก่อสร้าง “สมเด็จพระพุทธโคดม” เป็นพระพุทธรูปโลหะสำริดองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2502 ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 17 ปี
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงยกพระเกตุมาลาเมื่อวันที่ 12 มี.ค.2512
กล่าวสำหรับ “วัดไผ่โรงวัว” หรือวัดโพธาราม เป็นวัดที่มีชื่อเสียง ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.บางตาเถร อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี แต่เดิมเป็นดงป่าไผ่ที่ชาวบ้านนำวัวมาผูกไว้ระหว่างทำนา

ปัจจุบันภายในวัดมีสิ่งก่อสร้างต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น พระพุทธรูปต่างๆ รูปหล่อพุทธประวัติ เมืองสวรรค์เมืองนรกจำลอง ซึ่งสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ทำให้มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาอย่างสม่ำเสมอ
สร้างเมื่อปี พ.ศ.2469 เดิมตั้งเป็นสำนักสงฆ์ในพื้นที่ 20 ไร่ ต่อมาชาวบ้านไผ่โรงวัวไปนิมนต์ “หลวงพ่อขอม” จากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ อำเภอเมือง มาเป็นเจ้าอาวาส มีการพัฒนาวัดและขยายพื้นที่ออกไป ในขณะนั้นวัดมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “วัดโพธาราม” แต่ชาวบ้านยังคงเรียกวัดไผ่โรงวัว เมื่อปี พ.ศ.2533 จึงเปลี่ยนเป็นชื่อ “วัดไผ่โรงวัว” ดังเดิม
มีนามเดิม เป้า แต่เพื่อนๆ เรียกท่านว่า ขอม เมื่อได้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์แล้วจำพรรษาอยู่ที่วัดบางสาม ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาพระธรรมวินัยด้วยความเอาใจใส่ยิ่ง และปฏิบัติตนในศีลาจารวัตรเป็นอย่างดีอยู่หลายปี
จนกระทั่งเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงมาถึง ได้มีสำนักสงฆ์สร้างขึ้นใหม่ ชาวบ้านเรียกว่า “วัดไผ่โรงวัว” แต่ยังไม่มีเจ้าอาวาสวัด ชาวบ้านย่านนั้นจึงพากันกันไปนิมนต์ให้ไปจำพรรษาที่วัด
เริ่มงานปรับปรุงก่อสร้างชั้นแรกด้วยการถมดินไม่ให้น้ำท่วมวัดเพราะบริเวณดังกล่าวเป็นที่ลุ่มมาก เมื่อถมดินเสร็จท่านได้จัดการขุดสระน้ำสำหรับเป็นที่สรงน้ำและน้ำดื่มของพระภิกษุ-สามเณร
ต่อมาเริ่มสร้างพระพุทธโคดมด้วยทองสำริดที่ใหญ่ที่สุดในโลก พ.ศ.2500 เริ่มบอกบุญ ใช้เวลา 2 ปีกว่าจะเริ่มสร้างได้ เนื่องจากเป็นงานใหญ่นั่นเองถึงต้องใช้เวลาสร้างทั้งหมด 12 ปี จนแล้วเสร็จปี พ.ศ.2512

หลังจากนั้นก็เริ่มสร้างสิ่งก่อสร้างอีกหลายอย่าง เช่น สังเวชนียสถาน 4 ตำบล แดนสวรรค์ นรกภูมิ เมืองกบิลพัสดุ์ และอีกหลายๆ อย่างด้วยกัน ดังที่เห็นกันในทุกวันนี้
นอกจากงานก่อสร้างแล้วยังเป็นนักเขียน นักแต่ง ที่มีความสามารถไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านงานก่อสร้าง ผลงานปรากฏอยู่หลายเรื่อง เฉพาะที่จัดพิมพ์แจกเป็นธรรมทานไปแล้วก็มีเรื่องธรรมทูตเถื่อน พุทธไกรฤกษ์ สมถะและวิปัสสนา
ได้รับนิมนต์ไปร่วมพิธีอธิษฐานจิตปลุกเสกในงานพุทธาภิเษกตามวัดต่างๆ จนนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งงานใหญ่ๆ ต้องมีท่านด้วยเสมอ ขณะไปปลุกเสกในการสร้างพระให้วัดอื่นๆ มีปณิธานว่าจะสร้างพระจำนวนโกฏิ (สิบล้านองค์) โดยเริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2473 จนถึงปี พ.ศ.2500 จำนวนการสร้างไม่แน่ชัด แต่ทราบเพียงว่ายังสร้างอีกเรื่อยมา
มรณภาพด้วยโรคหัวใจล้มเหลว วันที่ 7 ม.ค.2533 สิริอายุ 88 ปี พรรษา 68
หนึ่งฤทัย หนูสวัสดิ์