วันพุธที่ 9 ต.ค.2567 น้อมรำลึกครบรอบ 202 ปี ชาตกาล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด เสนีวงศ์) ศิษย์เอกเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม นับเป็นพระภิกษุเพียงรูปเดียวที่ได้รับความไว้วางใจให้ปกครองดูแลวัดแทน

มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าทัด ประสูติเมื่อวันพุธ แรม 9 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 9 ต.ค.2365 เป็นพระโอรสในพระสัมพันธวงศ์เธอ (พระองค์เจ้าแตง) กรมหลวงเสนีบริรักษ์ ต้นสกุล เสนีวงศ์ กับหม่อมบุญมา

พระองค์เจ้าแตง เป็นเจ้านายจากวังหลัง โดยเป็นโอรสของสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (อุปราชวังหลังในรัชกาลที่ 1 ซึ่งเป็นโอรสของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี พระน้องนางของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ

อริยะโลกที่ 6

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับประวัติในช่วงต้น ก่อนที่จะทรงผนวชเป็นพระ ซึ่งบันทึกไว้โดยพระเทพญาณเวที (ละมูล สุตาคโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์พระราชธรรมภาณี ดังนี้

“เมื่อผู้เขียน เป็นเด็กยังไม่ได้บวชเณร เคยได้ฟังมาจากโอษฐ์ของหม่อมเจ้าหญิงสืบ พระธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ (พระองค์เจ้าเกต) รับสั่งเล่าถึงเรื่องสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แล้วเลยรับสั่งถึงหม่อมเจ้าพระสมเด็จพุฒาจารย์ (ทัด เสนีวงศ์) ต่อไปให้พวกผู้ใหญ่ฟัง รับสั่งเล่าว่า

เจ้าพระทัดนี้เป็นเจ้าวังหลัง รูปร่างขี้ริ้ว มีพี่ชายชื่อเจ้าพยอม บวชอยู่วัดบางหว้า เป็นท่านเจ้าฯ พี่พระสังวรประสาท

หม่อมเจ้าพระสมเด็จฯ องค์นี้ เมื่อเป็นฆราวาสได้ไปสู่ขอกุลสตรีผู้หนึ่ง บิดามารดาทางฝ่ายหญิงเขาติว่าขี้ริ้วและเป็นเจ้าจนๆ อายุมากแล้วเสียพระทัยจึงออกผนวชเป็นนาคหลวงที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ใครจะเป็นพระอุปัชฌาย์สืบไม่ได้ ทราบแต่ว่าเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมื่อครั้งยังเรียกกันว่าพระมหาโต เปรียญหก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ผนวชแล้วมาประทับอยู่วัดระฆังฯ ทรงเล่าเรียนภาษาบาลีกับพระอาจารย์มหาโตแต่ผู้เดียว จนถึงสอบไล่ได้เป็นเปรียญ 7 ประโยค เมื่อเจริญด้วยพระชนมายุพรรษา จึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะสามัญที่พระพุทธบาทปิลันทน์”

โดยที่พระราชวังของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข อยู่ติดกับวัดระฆังโฆสิตาราม และทรงเป็นผู้อุปการะวัด ดังนั้น เจ้านายสายวังหลังจึงรู้จักมักคุ้นและสนิทสนมกับพระภิกษุสงฆ์ของวัดระฆังโฆสิตารามเป็นอย่างดี ซึ่งก็รวมทั้งหม่อมเจ้าทัดด้วย เมื่อมีพระชนมายุถึงเวลาอันสมควรจะบรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งโดยปกติคนทั่วไปก็มักจะจัดกันที่วัดใกล้บ้านของตน

แต่โดยที่หม่อมเจ้าทัดเป็นราชวงศ์ จึงต้องทำพิธีที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แทนที่จะเป็นวัดระฆังฯ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากที่ได้บรรพชาแล้ว ท่านก็ไปเล่าเรียนกับพระมหาโต ที่วัดระฆังฯ จนอายุครบอุปสมบทในปี พ.ศ.2385 จึงผนวชเป็นภิกษุที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามโบราณราชประเพณี มีสมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) แต่ครั้งยังเป็นพระมหาโต เปรียญ 6 เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลังจากผนวชแล้วได้มาประทับอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตารามตามเดิม ทรงศึกษาด้านพระธรรมวินัย สมถกรรมฐาน และวิปัสสนาธุระกับพระอาจารย์มหาโตแต่ผู้เดียว

พ.ศ.2392 ได้สอบพระปริยัติธรรมซึ่งจัดที่สนามสอบวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นเปรียญธรรม 3 ประโยค อีก 12 ปีต่อมา ถึงปี พ.ศ.2404 ได้สอบอีกที่สนามสอบวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้เพิ่มอีก 4 ประโยค รวมเป็นเปรียญธรรม 7 ประโยค

พ.ศ.2407 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะที่ หม่อมเจ้าพุทธุปบาทปิลันทน์

ต่อมาในปี พ.ศ.2415 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 จึงได้เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ แทนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ที่มรณภาพ

พ.ศ.2430 เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ หม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์พระธรรมเจดีย์

พ.ศ.2435 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองฝ่ายเหนือที่ หม่อมเจ้าพระพิมลธรรม์ ย้ายไปครองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

พ.ศ.2437 ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะเจ้าคณะอรัญวาสีและเจ้าคณะใหญ่คณะกลางที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ สถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

สมเด็จพระพุฒาจารย์สิ้นชีพิตักษัยด้วยพระโรคชรา เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 7 ปีชวด ตรงกับวันที่ 10 มิ.ย.2443 เวลาบ่าย 2 โมงเศษ สิริชันษา 77 ปี 244 วัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน