วันเสาร์ที่ 12 ต.ค.2567 น้อมรำลึกครบรอบ 108 ปี ชาตกาล “พระครูภาวนาปัญญาดิลก” หรือ “หลวงปู่เจิม ปัญญาพโล” ด้วยเป็นนามที่คุ้นเคยต่อการเรียกขานของบรรดาคณะศิษยานุศิษย์ รวมทั้งผู้ใกล้ชิดที่เลื่อมใสศรัทธา เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่อีกรูปหนึ่งของนครปฐม ได้รับการยกย่องว่าเคร่งครัดระเบียบวินัย

มีนามเดิมว่า เจิม วรรณโมฬี เกิดเมื่อวันที่ 12 ต.ค.2459 ตรงกับแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ที่บ้านหนองแหน ต.เมืองใหม่ อ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา บิดา-มารดา ชื่อ นายหรุ่นและนางม้วน วรรณโมฬี ครอบครัวมีพี่น้อง 6 คน

อริยะโลกที่ 6

การศึกษาในวัยเด็ก ต้องศึกษากับวัดที่อยู่ใกล้บ้าน โดยเรียนหนังสือมูลบทบรรพกิจของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) พออ่านออกเขียนได้เท่านั้น เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนประชาบาลตั้งอยู่ในวัด และยังต้องย้ายออกจากบ้าน ห่างจากบิดามารดาและญาติพี่น้องมาอยู่ที่วัดตั้งแต่อายุประมาณ 8 ขวบ

จากนั้นได้บรรพชา เมื่อปี พ.ศ.2470 อายุได้ 12 ปี กับหลวงพ่อทอง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดแสนภุมมาวาส ได้อยู่กับท่าน 1 พรรษา

ในปี พ.ศ.2471 เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ และอยู่จำพรรษาที่วัดบรมนิวาส ถนนรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โดยคุณย่าอิ่ม รัดสกุล เป็นผู้นำมาฝากฝังกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) และได้ญัตติเป็นธรรมยุต กับเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ อีกด้วย

การศึกษาบาลีและนักธรรม ได้เริ่มศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2471 สอบบาลีไวยากรณ์ได้ที่ 4 เมื่อปี พ.ศ.2472

ในปี พ.ศ.2477 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก และสามารถสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค ได้ในปีเดียวกัน

ครั้นเมื่ออายุครบ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ.2480 ที่พระอุโบสถวัดบรมนิวาส โดยมีพระพรหมมุนี (อ้วน ติสโส) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูพินิจวิหารการ (ขำ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวินัยธร (ดำ) เป็นพระอนุสาวนาจารย์

พ.ศ.2484 ออกปฏิบัติธรรม เดินทางขึ้นสู่ภาคเหนือ จำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ก่อนย้ายไปจำพรรษาที่วัดป่าโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

พ.ศ.2488 ย้ายจำพรรษาที่วัดทิพย์วนาราม อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ พ.ศ.2490 เดินทางกลับมาอยู่ภาคกลาง พ.ศ.2491 ไปจำพรรษาที่อ่าวหมู กับพระอาจารย์น้อย เกตุโร 1 พรรษา และเดินทางลงไปจำพรรษาที่ปักษ์ใต้ โดยได้ไปอยู่กับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่จังหวัดภูเก็ต

พ.ศ.2499 กลับมาจำพรรษาที่วัดแสนภุมมาวาส อันเป็นบ้านเกิด พ.ศ.2503 จำพรรษาที่วัดอรัญญบรรพต จ.หนองคาย กับหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ (พระสุธรรมคณาจารย์)

ต่อมา อยู่ที่มูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซอยจรัญสนิทวงศ์ 37 เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ เพื่อรักษาอาการอาพาธ และมาพักฟื้นอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท (พระครูสุทธิธรรมรังษี) ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

พ.ศ.2533 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระมงคล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

ทั้งนี้ วัดสระมงคล มิได้เป็นวัดที่มีเสนาสนะพร้อมสมบูรณ์ แม้จะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก แต่สภาพพื้นที่วัด ใครที่เดินทางไปอาจหาไม่เจอได้ เพราะห่างจากถนนใหญ่พอสมควร ป้ายใหญ่บอกทางก็ไม่มี ถนนคดเลี้ยวเหมือนจะนำไปสู่หมู่บ้านต่างจังหวัดที่กันดาร จนนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าจะมีอารามอยู่ในพื้นที่นี้

สร้างคุณูปการแก่วัดไร่เป็นอันมาก ก่อสร้างถาวรวัตถุของวัด อาทิ สร้างหอสวดมนต์, ศาลาการเปรียญ สำหรับหมู่กุฏิของวัด มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม อยู่ท่ามกลางความร่มรื่นของแมกไม้ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมยิ่ง

ในเรื่องการจัดสร้างวัตถุมงคล บ่อยครั้งที่มีลูกศิษย์และสาธุชนที่เลื่อมใสหลวงปู่เจิม จะเข้ามากราบขออนุญาต บอกว่า อยากได้วัตถุมงคลของท่านไปบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล

แต่หลวงปู่เจิม เพียงยิ้มรับและไม่อนุญาตให้จัดสร้าง ซึ่งที่ผ่านมามีนักสร้างพระไปขออนุญาตจัดสร้างวัตถุมงคลนับสิบราย แต่ท่านไม่เคยอนุญาตให้ใครเลย

แต่ในที่สุด อนุญาตให้จัดสร้างเพียงครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย จากนั้นให้เลิกสร้างโดยเด็ดขาด สาเหตุที่อนุญาตให้จัดสร้างวัตถุมงคลในครั้งนี้ เพื่อหาปัจจัยสมทบทุนสร้างพิพิธภัณฑ์บริขารของท่าน ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างสูง

วันที่ 23 มิ.ย.2555 เวลา 10.45 น. ละสังขารอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลนครปฐม ด้วยโรคชรา สิริอายุ 95 ปี พรรษา 74

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน