“หลวงพ่อเพชร ปัญญาวชิโร” หรือพระอธิการเพชร วัดไทรโยค ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม พระเกจิอาจารย์ยุคเก่าของลุ่มน้ำแม่กลอง

เกิดเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 12 ปีชวด ตรงกับ พ.ศ.2395 ที่บ้านวัดกลาง ต.บางแขยง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

เมื่ออายุ 13 ปี บรรพชาที่วัดกลางใต้ ต.ไทรโยค (ต.บางกุ้ง ในปัจจุบัน) อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม

ศึกษาพระปริยัติธรรมและเล่าเรียนวิชาอาคมกับพระอธิการดอนเจ้าอาวาส เป็นระยะเวลา 1 พรรษา จากนั้นจึงไปเรียนกับพระมหาขำ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ

ครั้นมีอายุครบ 20 ปี ได้กลับมาอุปสมบทที่พัทธสีมาวัดกลางใต้ เมื่อวันอังคาร ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ปีวอก พ.ศ.2415 มีพระอธิการกลัด วัดบางพรหม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการเที่ยง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการนุ่ม เป็นพระอนุสาวนาจารย์

อริยะโลกที่ 6

จำพรรษาที่วัดกลางใต้เป็นเวลา 2 พรรษา จากนั้นได้ติดตามพระอธิการเที่ยง ที่ย้ายมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสามจีน (วัดตรีจินดาวัฒนาราม) แต่อยู่จำพรรษาได้ไม่นานนัก ก็กราบลาเดินทางเข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ ยังสำนักเดิมคือ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

จนเมื่อพระอธิการเที่ยงมรณภาพ จึงเดินทางกลับมาร่วมงานฌาปนกิจ ด้วยวัตรปฏิบัติอันงดงาม ชาวบ้านและคณะสงฆ์จึงนิมนต์ให้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสามจีนสืบต่อ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2435

วัดไทรโยค เดิมชื่อว่า “วัดสามจีน” เป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ด้านข้างติดปากคลองไทรโยค อีกด้านของวัดติดริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง และด้วยเหตุที่ตั้งวัดอยู่ตรงบริเวณปากคลองไทรโยค ชาวบ้านจึงเรียกชื่อวัดว่า “วัดไทรโยค”

เหตุที่ชื่อว่าวัดสามจีนด้วยมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า เป็นวัดที่ชาวจีน 3 คนพี่น้องได้สร้างถวายในบวรพุทธศาสนา มีประวัติความเป็นมาว่าไว้ว่า มีชาวจีน 4 คนพี่น้อง เกิดที่เมืองเจียงจิวฮู้ มณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน

เมื่อบิดามารดาเสียชีวิตจึงได้ลงเรือสำเภาเดินทางเข้ามาเมืองไทยเพื่อหางานทำ เมื่อแรกมาถึงนั้นได้อาศัยวัดเป็นที่พักพิง ก่อนขยับขยายมาปลูกบ้านเรือนใน ต.บางพรม อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ประกอบอาชีพเพาะถั่วงอกขายจนร่ำรวยมีเงินทอง

ใน 4 คนพี่น้องนี้ คนที่ 2 มีชื่อไทยว่า ด้วง อุปสมบทที่วัดบางสะแก แล้วย้ายมาจำพรรษาที่วัดกลางใต้ ส่วนอีก 3 คนยังคงประกอบอาชีพต่อไป และได้ทำนุบำรุงวัดวาอารามต่างๆ ด้วยความศรัทธาและรำลึกเสมอว่าเมื่อแรกมาเมืองไทยนั้นได้อาศัยวัดเป็นที่พักพิง

ว่ากันว่าเพราะความที่ทำนุบำรุงบวรพระพุทธศาสนาจนเป็นที่พอพระหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น ‘ขุน’ ซึ่งต่อมาชาวจีนทั้ง 3 คนได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2378 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2381 จากนั้นจึงได้นิมนต์พระอธิการด้วงพี่ชายคนรองมาเป็นเจ้าอาวาสวัดรูปแรกของวัด ชาวบ้านจึงเรียกวัดแห่งนี้ว่า “วัดสามจีน”

เรื่อยมาในสมัยที่พระครูสุตาสาร หรือหลวงพ่อเล็ก ปุสสเทโว เป็นเจ้าอาวาส จึงเปลี่ยนชื่อวัดอีกครั้งว่า “วัดตรีจินดาวัฒนาราม” จวบจนถึงปัจจุบัน

เมื่อหลวงพ่อเพชรได้เป็นเจ้าอาวาส พัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรือง และได้ชื่อว่าเป็นผู้สอนวิปัสสนากัมมัฏฐาน และพระปริยัติธรรมที่มีชื่อเสียง หลวงพ่อมักได้รับนิมนต์ให้ไปเทศน์และแสดงธรรมอยู่บ่อยๆ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ลูกศิษย์ที่ศึกษาร่ำเรียนด้วย ในกาลต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดดังหลายรูป เช่น พระครูสุตสาร (เล็ก ปุสสเทโว) วัดตรีจินดาวัฒนาราม, พระครูสมุทรสุธี (สุพจน์ ธัมมสโร) วัดกลางเหนือ เป็นต้น

มีเรื่องเล่าในส่วนของวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นมามอบแก่ลูกศิษย์ลูกหานั้น ตะกรุดถือเป็นเครื่องรางของขลังที่สร้างขึ้นเป็นลำดับแรก เพราะวัตถุในการสร้าง ตลอดจนขั้นตอนไม่ยุ่งยากมากมาย เหมือนการสร้างพระเครื่อง

สำหรับตะกรุด เมื่อทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะใส่ไว้ในบาตรน้ำมนต์ขนาดใหญ่ โดยกล่าวไว้ว่า “ของกูทำไว้ดี ใครอยากได้ไปหยิบเอา” ซึ่งผู้ที่มาขอตะกรุดมีจำนวนมาก โดยแต่ละคนต้องควานมือลงไปหยิบในบาตรน้ำมนต์เอาเอง แต่บางคนไม่สามารถหยิบขึ้นมาได้ ทั้งที่ในบาตรนั้นใส่ตะกรุดไว้หลายดอกทีเดียว นับเป็นเรื่องที่อัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง

ปกครองวัดเรื่อยมา จนถึงแก่มรณภาพลงด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2473 สิริอายุ 78 ปี พรรษา 58

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน