กระบวนพยุหยาตรา นับเป็นวัฒนธรรมไทยมาตั้งแต่ครั้งอดีต เป็นพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์ สืบเนื่องมาจากในอดีตพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระมหากษัตริย์ คือการป้องกันประเทศจากอริราชศัตรู และเพื่อขยายพระราชอาณาจักรให้กว้างขวางออกไป ในหลายครั้งที่พระมหากษัตริย์ทรงนำทัพด้วยพระองค์เอง การเสด็จพระราชดำเนินแต่ละครั้งต้องมีระเบียบ แบบแผน วิธีการ ขั้นตอนของกระบวนทัพ เพื่อเข้าชิงชัยและป้องกันภยันตราย

ปักหมุดศิลปวัฒนธรรม

การเสด็จพระราชดำเนินมีด้วยกัน 2 ทาง คือทางบก เรียกว่า “สถลมารค” และทางน้ำ เรียกว่า “ชลมารค”

ต่อมาภายหลัง รูปแบบการรบเปลี่ยนไปจากอดีต การจัดกระบวนทัพแบบเดิมจึงมิได้นำมาใช้ในการสงคราม แต่ปรับเปลี่ยนมาใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ แทน โดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค และกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นหนึ่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สืบเนื่องตลอดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์

ปักหมุดศิลปวัฒนธรรม

เรือต่างๆ ในกระบวนปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการสร้างเรือขึ้นใหม่เรื่อยมาในแต่ละรัชกาล ในรัชสมัยปัจจุบัน มีการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นพระราชพิธีเบื้องปลายของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค (ใหญ่) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560 และในครั้งนี้ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

กองทัพเรือได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้รับผิดชอบจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในการเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในวันที่ 27 ตุลาคม 2567

ปักหมุดศิลปวัฒนธรรม

รูปแบบขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ใช้เรือพระราชพิธีจำนวนทั้งสิ้น 52 ลำ จัดขบวนเป็น 5 ริ้ว ความยาว 1,200 เมตร กว้าง 90 เมตร ใช้กำลังพลฝีพายประจำเรือในขบวนเรือพระราชพิธี จำนวนทั้งสิ้น 2,200 นาย โดยจัดการซ้อมย่อยและซ้อมใหญ่รูปขบวนเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา

ในวันที่ 27 ตุลาคม 2567 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนิน ณ ท่าวาสุกรี เพื่อประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน เป็นครั้งแรก

ปักหมุดศิลปวัฒนธรรม

ขบวนเรือพระราชพิธีมีจำนวนเรือทั้งสิ้น 52 ลำ ในจำนวนนี้มีเรือพระที่นั่ง 4 ลำ คือ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรืออัญเชิญผ้าพระกฐินประดิษฐานเหนือบุษบก, เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือที่ประทับ, เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือที่ประทับของพระบรมวงศ์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9

ปักหมุดศิลปวัฒนธรรม

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ ทราบได้จากบทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ที่ทรงประพันธ์ไว้ว่า “สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์ เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม” โขนเรือจำหลักรูปหงส์ ลงรักปิดทอง ประดับกระจก มีพู่จามรีห้อย ปลายพู่เป็นแก้วผลึก ตอนกลางลำเรือทอดบัลลังก์กัญญา หรือบุษบกสำหรับเป็นที่ประทับ ความยาวเรือ 44.90 เมตร กว้าง 3.17 เมตร ลึก 0.94 เมตร

ปักหมุดศิลปวัฒนธรรม

เรือที่รวมอยู่ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ประกอบด้วย เรือรูปสัตว์ 8 ลำ คือ เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือครุฑเหินเห็จ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือพาลีรั้งทวีป และเรือสุครีพครองเมือง

เรือพิฆาต 2 ลำ คือ เรือเสือทยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์, เรือคู่ชัก 2 ลำ คือ เรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทอง, เรือประตู 2 ลำ คือ เรือทองขวานฟ้า และเรือทองบ้าบิ่น, เรือกลอง 2 ลำ คือ เรืออีเหลือง และเรือแตงโม, เรือตำรวจ 3 ลำ, เรือดั้ง 22 ลำ และเรือแซง 7 ลำ

ปักหมุดศิลปวัฒนธรรม

การจัดรูปขบวนเรือพระราชพิธี จํานวน 52 ลํา แบ่งออกเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ประกอบด้วย

สายที่ 1 ริ้วสายกลาง เรือสายสำคัญ ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง 3 ลำ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 นอกจากนี้มีเรืออีเหลืองเป็นเรือกลองนอก เรือแตงโมเรือของผู้บัญชาการขบวนเรือเป็นเรือกลองใน พร้อมด้วยเรือตำรวจนอกและเรือตำรวจ รวมทั้งสิ้น 10 ลำ

ปักหมุดศิลปวัฒนธรรม

สายที่ 2 ริ้วสายใน ขนาบข้างสายเรือพระที่นั่ง มีเรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่นเป็นเรือประตูหน้า เรือเสือทยานชลและเรือเสือคำรณสินธุ์เป็นเรือพิฆาต เรือรูปสัตว์ 8 ลำ ปิดท้ายริ้วสายในด้วยเรือเอกไชยเหินหาวและเรือเอกไชยหลาวทองซึ่งเป็นเรือคู่ชัก รวมทั้งสิ้น 14 ลำ

สายที่ 3 ริ้วสายนอก ประกอบด้วยเรือดั้งและเรือแซง สายละ 14 ลำ รวมทั้งสิ้น 28 ลำ

การเสด็จโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นประเพณีที่มีมายาวนาน นับเป็นความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยอันยิ่งใหญ่งดงามสู่สายตาชาวโลก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน