“หลวงพ่อสมควร วิชชาวิสาโล” เจ้าอาวาสวัดศรีสวรรค์สังฆาราม หรือวัดถือน้ำ หลังค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 นครสวรรค์ เป็นพระเกจิชื่อดังแห่งเมืองปากน้ำโพ
ชาติภูมิเป็นชาวเวียดนาม เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ก.ย.2459 ที่จังหวัดตาวิน ไซ่ง่อน (ปัจจุบันคือโฮจิมินห์์ซิตี้)
ศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนวัดโพนโด่ง จังหวัดตาวิน จบชั้นประถมศึกษาสูงสุด เมื่อปี พ.ศ.2471

หลวงพ่อสมควร วิชชาวิสาโล
อายุครบ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดจงโกรม ไซ่ง่อน เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2479 มีพระธรรมจริยาพฤติ วัดมณีเพตราราม เจ้าคณะจังหวัดพระตะบอง เป็นพระอุปัชฌาย์
พ.ศ.2480 เดินทางมาประเทศกัมพูชาและจำพรรษาที่วัดลำดวน อ.พระตะบอง ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม และเป็นครูประชาบาลไปด้วย
ปลายปี พ.ศ.2484 ไทยได้ปกครองจังหวัดพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ จึงกลับไปอยู่กับพระอุปัชฌาย์ที่เมืองเสียมราฐ และศึกษาจนสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท ที่สำนักเรียนวัดโพธิ์ศักดิ์ จ.พระตะบอง ก่อนไปศึกษาพระธรรมและปฏิบัติกัมมัฏฐานกับพระอาจารย์คิมออม วัดโพนโด่ง พระอาจารย์ถังฮาย วัดจงโกรม ประเทศเวียดนามใต้อยู่ 2 พรรษา แล้วมาศึกษาด้านวิทยาคมที่สำนักพระครูแลน วัดมะถัก อ.ศรีโสภณ

กระทั่งปี พ.ศ.2487 จึงเดินธุดงค์เข้ามาประเทศไทย เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนา ผ่านอรัญประเทศ จ.ปราจีนบุรี สระบุรี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ไปจนถึงเชียงใหม่ แล้วย้อนลงมาจำพรรษาที่วัดถือน้ำ จ.นครสวรรค์ ในปี พ.ศ.2490 จากนั้นก็ออกธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมที่เขากาซาก อ.ตาคลี เขาม่อนทลายนอน ถ้ำผาไท พระธาตุจอมแจ้ง พระธาตุช่อแฮ ถ้ำผาลม ถ้ำเชียงดาว โดยได้พบกับพระเกจิอาจารย์หลายรูป
ช่วงที่ธุดงค์ผ่านนครชัยศรี จ.นครปฐม ประมาณ พ.ศ.2499 ไปช่วยสร้างอุโบสถวัดสาละวัน และมีโอกาสได้พบกับ “สมเด็จป๋า” สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ปุ่น ปุณณสิริ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 7 จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นฐานานุกรมที่พระครูใบฎีกา พร้อมทั้งเข้าร่วมงานพิธีฉลองครบ 25 ศตวรรษ เมื่อปี พ.ศ.2500 ด้วย

ก่อนที่จะมาอยู่วัดถือน้ำ ธุดงค์ผ่านนครสวรรค์มาทาง อ.ชุมแสง เข้าจำพรรษาที่วัดจอมคีรีนาคพรต (วัดเขา) ได้พบเห็นทัศนียภาพ บึงบอระเพ็ดมีดอกบัวสวยงาม จึงอยากอยู่ที่เมืองนครสวรรค์
วัดถือน้ำในขณะนั้นถือได้ว่าเป็นวัดเก่าแก่ มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาน้อยรูป เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม เมื่อญาติโยมไปกราบนิมนต์ขอให้กลับมาจำพรรษาที่วัดถือน้ำ เพื่อช่วยรวบรวมปัจจัยช่วยสร้างวัดให้เจริญรุ่งเรือง ก็ไม่ได้ขัดศรัทธา แต่เมื่อบูรณะวัดเสร็จแล้ว ท่านยังคงเดินทางไปพำนักตามป่าเขาแถว จ.อุทัยธานี เหมือนเดิม
จนถึงปี พ.ศ.2531 จึงเดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดถือน้ำแห่งเดียว
ต่อมาในปี พ.ศ.2546 มีอายุมากขึ้นจึงต้องรับกิจนิมนต์น้อยลง และได้รับการดูแลจากแพทย์ประจำโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติเป็นอย่างดี ซึ่งต่อมาก็ได้เข้าโรงพยาบาลเป็นประจำ เนื่องจากมีสุขภาพไม่แข็งแรง

สุดท้ายมรณภาพอย่างสงบ ในวันที่ 3 ต.ค.2547 เวลา 13.10 น. ที่โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ สิริอายุ 88 ปี พรรษา 66
ที่ขึ้นชื่อลือชาของหลวงพ่อสมควรคือ วัตถุมงคล
หากได้ศึกษาเจาะลึกจริงๆ แล้วจะพบว่าวัตถุมงคลทุกอย่างของท่านต้องมีขั้นตอน ต้องมีฤกษ์ยาม ต้องเจริญพระพุทธมนต์ตั้งแต่การทำส่วนผสมหรือการปลุกเสก ลงเลขยันต์ต่างๆ อย่างละเอียด
นอกจากนี้ ก่อนจะแจกวัตถุมงคล จะลงเหล็กจารเขียนยันต์ที่เหรียญเกือบทุกครั้ง
ในปี พ.ศ.2520 พ.อ.แสวง อริยะกุล ขออนุญาตจัดสร้าง “เหรียญโสฬสมงคล” ถวายเพื่อหารายได้สมทบทุนบูรณะวัดศรีสวรรค์สังฆาราม (วัดถือน้ำ) โดยจัดสร้างเพียง 2 เนื้อ มีเนื้อเงินและเนื้อทองแดงมันปู

ลักษณะทรงกลมรูปไข่ หูห่วงยกซุ้ม ด้านหน้าขอบรอบเป็นเกลียวเชือก ซุ้มหูห่วงเป็นลายกนก ตรงกลางเป็นรูปนูนหลวงพ่อสมควรครึ่งองค์ ด้านซ้ายและขวาหลวงพ่อมียันต์นูน “สุริยันจันทรา” ด้านล่างมีอักษรไทย “โสฬสมงคล”
ส่วนด้านหลังไม่มีขอบ ตรงกลางเป็นเส้นตารางสี่เหลี่ยมเล็ก 16 ช่อง แต่ละช่องเป็นเลขไทย (ยันต์โสฬส) รอบๆ ตารางสี่เหลี่ยมใหญ่ มีอักขระขอม “นะ ชา ลี ติ, ชา ลี ติ นะ, ลี ติ นะ ชา, ติ นะ ชา ลี” รอบมีอักษรไทย เขียนคำว่า “พ.อ.แสวง อริยะกุล อนุโมทนา พระอาจารย์สมควร วิชชาวิสาโล วัดศรีสวรรค์สังฆาราม (ถือน้ำ) นครสวรรค์ ๒๕๒๐”
ปลุกเสกเดี่ยวตลอดไตรมาส แล้วจัดพิธีพุทธาภิเษก โดยพระเกจิคณาจารย์อีกครั้ง
เป็นอีกเหรียญที่ได้รับความนิยมมาโดยตลอด