เมืองนนทบุรี เป็นถิ่นกำเนิดพระเกจิอาจารย์ชื่อดังอยู่หลายรูป แต่ละท่านล้วนมีความโดดเด่นแตกต่างกันด้านพุทธาคม
“พระครูนนทภัทรประดิษฐ์” หรือ “หลวงพ่อดิษฐ์ ติสโส” แห่งวัดอัมพวัน ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ชื่อดังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2
เรียนวิชาอาคมกับหลวงพ่อโต เจ้าอาวาสวัดท่าอิฐ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ซึ่งมีชื่อเสียงความโด่งดังเรื่องการรักษาโรคด้วยสมุนไพรไทย
ประวัติไม่ได้รับการบันทึกที่ชัดเจนเป็นหลักฐาน อาศัยเพียงคำบอกเล่าของชาวบ้าน ทราบว่าเป็นชาวสมุทรสาคร ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ ฐานะอยู่ในขั้นมีอันจะกิน
ในวัยเด็กเป็นคนขยันขันแข็ง และมีความอดทนกับงานหนักทุกอย่าง เมื่อบิดาล่องเรือนำผลไม้มาขายในกรุงเทพฯ มักจะขอติดตามมาด้วยทุกครั้ง

วันหนึ่งบิดาถูกงูพิษกัด พยายามช่วยเหลือทุกวิถีทางแต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งบิดาเสียชีวิต ยังความเศร้าโศกเสียใจเป็นอันมาก ทำให้เกิดความคิดว่าหากท่านมีวิชาความรู้ทางการแพทย์ บิดาก็คงมีโอกาสรอดชีวิตแน่นอน
ดังนั้น หลังงานศพเสร็จ จึงขออนุญาตมารดาเข้าพิธีบรรพชา เพื่อศึกษาหาความรู้วิชาทางการแพทย์
เรียนวิชาอาคมกับหลวงพ่อโต เจ้าอาวาสวัดท่าอิฐ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มีชื่อเสียงโด่งดังมากเรื่องการรักษาโรคด้วยวิทยาคมกับสมุนไพรไทย
ทั้งนี้ หลวงพ่อโตเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน ผู้สร้างหนุมานสะท้านวงการเครื่องรางของขลัง วิทยาคมต่างๆ ของหลวงพ่อสุ่นได้ถ่ายทอดให้กับหลวงพ่อโตจนหมดสิ้น
ครั้นหลวงพ่อดิษฐ์ฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อโต ด้วยความขยันขันแข็งและมีความตั้งใจจริงที่จะศึกษาหาความรู้ ทำให้หลวงพ่อโตตัดสินใจถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆ ให้จนหมดสิ้น

หลวงพ่อโตกล่าวสำทับกับหลวงพ่อดิษฐ์ว่า “จงใช้วิชาอาคมที่ร่ำเรียนมาให้เกิดประโยชน์กับคนที่กำลังทุกข์เข็ญอย่างสุดฝีมือ อย่าได้ไปมองถึงสิ่งตอบแทน”
ด้วยคำสอนของผู้เป็นอาจารย์ ทำให้มองเห็นผู้ตกทุกข์ได้ยาก คือ คนที่ต้องการความช่วยเหลือ แม้ว่าเขาจะไม่ออกปากขอร้องก็ตาม
หลังจากนั้นมาจำพรรษาที่วัดอัมพวัน ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ ขณะนั้นสภาพของวัดทรุดโทรมเป็นอันมาก เนื่องจากเป็นวัดเก่าแก่ สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี (สมัยของพระเจ้าปราสาททอง)
วัดอัมพวัน สร้างขึ้นเป็นวัดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2361 ในสมัยนั้นมีชื่อเรียกว่า “วัดบางม่วง” เพราะที่ตั้งของวัดอยู่ติดกับคลองบางม่วง ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องของแร่บางม่วง เทียบเคียงกับแร่บางไผ่-แร่บางเดื่อ
เคยนำแร่บางม่วงมาทำเป็นพระปิดตาแร่บางม่วง เพื่อใช้เป็นทุนรอนในการสร้างวัด
การสร้างวัตถุมงคลในแต่ละครั้ง จะนำปัจจัยเข้ามาสู่วัดเป็นจำนวนมากมายมหาศาล โดยไม่เคยเรียกร้องค่ายา แม้แต่สตางค์แดงเดียว แต่ชาวบ้านสมัครใจจะบริจาคปัจจัยให้กับท่าน

ในเวลาเพียงไม่นาน ก็สามารถบูรณะซ่อมแซมวัดบางม่วงให้กลับคืนสู่ดังเดิมได้อย่างสมบูรณ์
กล่าวขวัญกันว่า เป็นเจ้าตำรับสุดยอดแห่งเครื่องรางของขลัง ในรูปแบบของปลาเงิน-ปลาทอง หรือ ปลาตะเพียนคู่
ปลาตะเพียนคู่ นั้นเป็นหนึ่งในเครื่องรางของขลังที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสุดยอด รูปแบบของปลาตะเพียนจะเป็นพวง มีปลาด้วยกันทั้งสิ้น 9 ตัว ทำด้วยแผ่นทองเหลืองขัดมันมีรูแขวนตรงกลีบบัวโลหะฉลุ 8 แฉก มีความสวยงาม เปี่ยมด้วยพุทธคุณ
ว่ากันว่าอำนาจพุทธคุณ “ปลาตะเพียนคู่” เทียบเท่ากับปลัดขิก แต่ปลาตะเพียนคู่ดูเหมือนว่าจะหายากกว่าปลัดขิก ซึ่งปลาคู่ของพระเกจิคณาจารย์ชื่อดัง มีเพียงไม่กี่รูปเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีพระปิดตาไม้แกะที่เรียกกันว่า “อีเหนียว” เพราะมีประสบการณ์ด้านคงกระพันชาตรี
มรณภาพประมาณปี พ.ศ.2510 อายุ 70 ปี
เมื่อครั้งยังมีชีวิต ยังเป็นเจ้าตำรับสุดยอดแห่งเครื่องรางของขลัง ในรูปแบบ “ปลาเงิน-ปลาทอง” หรือ “ปลาตะเพียนคู่” นับเป็นเครื่องรางที่หายากมาก
โดยเฉพาะ “เหรียญรูปเหมือนรุ่นแรก” จัดสร้างขึ้นเมื่อปี 2509 ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ มีห่วงเชื่อม
ด้านหน้าเป็นรูปเหมือนครึ่งองค์ ด้านล่างเขียนคำว่า “พระครูนนทภัทรประดิษฐ์”
ด้านหลังมียันต์สามหรือยันต์ใบพัด ด้านล่างใต้ยันต์เขียนข้อความว่า “ในงานฉลองศาลาการเปรียญวัดอัมพวัน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ๐๙”
ปัจจุบันหายากมาก