วันพุธที่ 6 พ.ย.2567 น้อมรำลึกครบรอบ 30 ปี มรณกาล “พระครูถาวรคุณ” หรือ “หลวงปู่จันดา ถาวโร” อดีตเจ้าอาวาสวัดสว่างคำเหมือดแก้ว อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง

มีนามเดิม จันดา บุญหล้า เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มิ.ย.2450 ที่บ้านมะกอก ต.ท่าขอนยาง อ.เมือง จ.มหาสารคาม บิดา-มารดาชื่อ นายสายและนางแต บุญหล้า มีพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน 9 คน

พ.ศ.2457 บิดามารดาอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านคำเหมือดแก้ว ในวัยเด็กไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียน

อุปนิสัยเป็นผู้ใฝ่การเรียน เมื่ออายุ 12 ปี พ่อแม่จึงนำไปฝากให้เป็นเด็กวัด เพื่อศึกษาเล่าเรียนอ่านเขียนภาษาไทย ภาษาขอม

พ.ศ.2467 บรรพชาที่วัดกลาง อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ เมื่ออายุ 17 ปี และกลับมาอยู่ที่วัดสว่างคำเหมือดแก้ว

วันที่ 6 มิ.ย.2471 เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดกลางดงบัง ต.อิตื้อ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

พ.ศ.2477 ย้ายสำนักไปอยู่ที่วัดวรโพธิ์ ต.ท่าวาสุกรี อ.กรุงเก่า จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี และศึกษาบาลีไวยากรณ์ จนจบสนธิมูล

พ.ศ.2478 ย้ายสำนักไปอยู่ที่วัดสว่าง ต.บ้านโพธิ์ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ที่วัดแห่งนี้ ศึกษาพระปริยัติธรรม และการปฏิบัติควบคู่กันไป มีโอกาสสนทนาธรรมกับพระธุดงค์รูปหนึ่ง เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงหันมาเอาดีทางปฏิบัติธรรม

ครั้นออกพรรษา ตัดสินใจออกเดินธุดงค์ไปกับพระอาจารย์รูปดังกล่าว จนถึงจังหวัดสุโขทัยแล้วอยู่จำพรรษา ปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานอยู่กับพระอาจารย์เป็นเวลา 2 ปี ส่วนมากจะอยู่ตามป่าเขา ตามถ้ำตามริมห้วยหนอง คลองบึง ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง

ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ก็เริ่มปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างจริงจัง ออกเดินธุดงค์ทั่วภาคเหนือ จนล่วงเข้าเขตพม่า ถือธุดงค์อยู่ป่าเป็นวัตร ฉันอาหารมื้อเดียว เป็นเวลานานถึง 12 ปี

เมื่อเดินธุดงค์อยู่ ได้ทราบข่าวว่าทางบ้านเกิดทุกขภัยคือ เกิดโรคฝีดาษ (ไข้ทรพิษ) มีคนล้มตายเป็นจำนวนมาก และขณะนั้นบ้านเมืองเกิดสงครามมหาอินโดจีน จึงตัดสินใจกลับบ้านคำเหมือดแก้ว เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ให้ญาติโยมและช่วยบำรุงวัดบำรุงพระพุทธศาสนา

พัฒนาวัด ก่อสร้างถาวรวัตถุ นำพาญาติโยมสร้างกุฏิ 3 หลัง หลังแรกได้ชำรุดและรื้อแล้ว หลังที่ 2 เป็นกุฏิไม้ทรงปั้นหยา ปัจจุบันรื้อด้านทิศตะวันตก เหลือแต่ด้านทิศตะวันออก หลังที่ 3 เป็นกุฏิสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น ปัจจุบันเป็นที่อยู่ของเจ้าอาวาส

ท่านยังนำพาญาติโยมสร้างอุโบสถ 1 หลัง สิ้นค่าก่อสร้างประมาณ 2,500,000 บาท

ต่อมานำพาญาติโยมสร้างศาลาการเปรียญ 2 หลัง หลังแรกสร้างด้วยไม้ขนาดกว้าง 20 เมตร เนื่องจากเกิดวาตภัย ลมพัดเสียหายทั้งหลังปัจจุบันได้รื้อแล้ว หลังที่ 2 เป็นศาลาการเปรียญสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น ขนาดกว้าง 30 เมตร ยาว 40 เมตร ทรงไทย สร้างกำแพงด้านทิศตะวันตก สร้างหอระฆัง ห้องน้ำ ห้องส้วม และสาธารณูปโภคอื่นๆ อีกมากมาย

เป็นพระสุปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติเคร่งครัดตามพระธรรมวินัยมีจริยวัตรอันดีงาม เป็นพระผู้มักน้อย สันโดษ สมถะ เรียบง่าย จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนทั่วไป และเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีศิษย์เป็นจำนวนมาก เป็นที่พึ่ง ที่เคารพบูชา ทั้งใกล้และไกลต่างเดินทางมานมัสการสนทนาธรรมมิได้ขาด

ช่วงบั้นปลายชีวิต มีอาการอาพาธหนักขึ้น จวบจนถึงวันที่ 6 พ.ย.2537 เวลา 18.55 น. ละสังขารด้วยอาการสงบ ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของลูกศิษย์และญาติโยม

สิริอายุ 87 ปี พรรษา 67

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน