ใครเคยผ่านไปแถวท้องสนามหลวง เดินเล่นไปยังบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จะแลเห็น ‘พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส’ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ วัดพระแก้ววังหน้า เขตพระนคร กรุงเทพฯ
วัดบวรสถานสุทธาวาส วันนี้ ดูเหมือนจะถูกลืมไปแล้วเพราะไม่ใคร่จะมีใครสนใจ ผู้ที่รู้จักวัดแห่งนี้เห็นจะมีไม่มาก คนทั่วไปคิดว่าวัดที่อยู่ในกรุงเทพฯ นั้น เห็นมีแต่วัดพระศรีรัตนศาสดารามในวังหลวงเท่านั้น

ส่วนวังหน้าและวัดในวังหน้าไม่ค่อยจะมีใครสนใจ ด้วยสภาพของวังหน้าเอง เกือบจะไม่มีร่องรอยของความเป็นวังหลงเหลืออยู่ มีแต่โรงเรียน มหาวิทยาลัยและสถานที่ราชการ
อย่างไรก็ตาม สถานที่แห่งนี้ มีประวัติความเป็นมาและมีศิลปกรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง แต่ศิลปกรรมปัจจุบันนี้มีอยู่เพียงพระอุโบสถเท่านั้น ซึ่งมิได้ใช้ประโยชน์ทางศาสนพิธีแต่อย่างใด
ส่วนบริเวณวัดหรือรอบโบสถ์ มีแต่ตึกของวิทยาลัยนาฏศิลป์ ถึงแม้พระอุโบสถจะใหญ่โตสูงเด่นอย่างไร ก็ไม่ใคร่จะโดดเด่นให้เป็นจุดสนใจได้เท่าใดนัก
ปัจจุบัน “วัดบวรสถานสุทธาวาส” กลายมาเป็นวัดที่ไม่ได้มีการทำสังฆกรรมหรือมีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา และอยู่ในอาณาบริเวณของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ หรือ วิทยาลัยนาฏศิลป์เดิม
กาลผ่านมาจนถึงปัจจุบัน วัดบวรสถานสุทธาวาส ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม หากจะเข้าไปชมก็ต้องเดินเข้าไปในสถาบันก่อน
ทุกวันนี้ โบสถ์วัดบวรสถานสุทธาวาส ใช้เป็นสถานที่ไหว้ครูและครอบครูของบรรดานาฏศิลปินและดุริยางคศิลปิน
กล่าวถึงภายในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เชิงสะพานปิ่นเกล้าฝั่งพระนคร เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่มีเทวรูปของ “องค์พระพิฆเนศวร” ประดิษฐานอยู่ทางทิศใต้ของพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส จะมีบรรดาคณาจารย์ นักเรียน และศิลปินดารามากมาย เข้ามากราบไหว้ขอพรกันอยู่เป็นนิตย์ ด้วยความศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์ท่านที่จะดลบันดาลความสำเร็จในหน้าที่การงานด้านศิลปะการแสดง

“พระพิฆเนศวร” เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งที่ชาวไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งมีความเชื่อกันว่าเป็น “เทพแห่งความสำเร็จ” เมื่อคนใดได้สักการบูชา จะนำมาซึ่งความสำเร็จทั้งปวง โดยเฉพาะผู้ที่มีอาชีพการงานด้านศิลปิน นักแสดง และวิชาชีพช่างทุกสาขา
ความเชื่อและศรัทธาสอดรับกับที่ประเทศอินเดีย ในทุกปีจะมีเทศกาลมหามงคล “คเณศจตุรถี” อันเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองวันประสูติของพระพิฆเนศวร ด้วยการจัดสร้างองค์พระพิฆเนศวรขนาดต่างๆ นำไปลอยลงแม่น้ำคงคา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นแม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล
พระพิฆเนศวร เป็นโอรสของพระอิศวรกับพระอุมาเทวี มีสี่กร พระเศียรเป็นช้าง มีงาข้างเดียว พระวรกายสีเหลือง อ้วนพุงพลุ้ย มีหนูเป็นพาหนะ

พระอิศวรประสาทพรให้เป็นผู้ขจัดอุปสรรคใดๆ ทั้งปวง เป็นเทพแห่งสติปัญญาและความสำเร็จ พราหมณ์จักประกอบพิธีใดๆ ต้องขอให้บูชาพระพิฆเนศวรก่อน จึงจะบวงสรวงบูชาเทพ อื่นๆ ต่อไป
พระพิฆเนศวร ประจำสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ได้รับการออกแบบโดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และนายชื้น ชื่นประสิทธิ์ เป็นผู้หล่อ คาดว่าจัดสร้างในปี พ.ศ.2488 วัสดุปูนปั้น อาศัยรูปแบบ พระพิฆเนศวรจากตรากรมศิลปากร
องค์เทวรูปพระพิฆเนศวร มีขนาดสูงประมาณ 1.40 เมตร ประดิษฐานอยู่บนแท่นสองชั้น ด้านหลังองค์เทวรูปเป็นแผ่นหินกลม มีสี่พระกร ทรงวัชระ ปาศะ ทันตะ และหม้อน้ำ ประทับนั่งในลักษณะแยกพระชงฆ์ออกจากกัน โดยฝ่าพระบาททั้งสองข้างหันเข้าหากัน ทรงเครื่องพัสตราภรณ์ประดับด้วยงูและหัวกะโหลก

พระพิฆเนศนั้นถือเป็นบรมครูทางด้านนาฏศิลป์และศิลปะทุกแขนง สถาบันจึงได้มีการสร้างพระพิฆเนศไว้สำหรับให้นักเรียนนักศึกษาและครูอาจารย์ ได้กราบไหว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยจะมีพิธีไหว้ครูครั้งใหญ่ประจำปี ในวันพฤหัสบดี สัปดาห์แรกของการเปิดเทอม ส่วนการไหว้สามารถไหว้ตลอดเวลา”
บทสวดมนต์สำหรับบูชาพระพิฆเนศวร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
“โอมนะโม พระคเณศายะ นะโม นะมะ
คันธะมาละ สิทธาหะนัม กะพะนะมะ
สัมมาอะระหัง วันทามิ …. สัมมาอะระหัง วันทามิ … สัมมาอะระหัง วันทามิ”
สำหรับของบูชาพระพิฆเนศวร เป็นผลไม้จำพวก กล้วย อ้อย ส้ม และขนมหวาน เป็นต้น

เมื่อสวดมนต์เสร็จแล้ว สามารถขอพรตามประสงค์ จากนั้นกล่าวคำว่า “โอม ศานติ โอม ศานติ โอม ศานติ” เพื่อขอความสันติให้บังเกิดขึ้น เป็นอันเสร็จพิธี
สามารถเดินทางไปสักการะได้ตามเวลาราชการ เนื่องจากเป็นสถานที่ราชการ แต่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถเข้าไปสักการะได้
ด้วยความเชื่อถือและศรัทธาอย่างแท้จริงเท่านั้น จะทำให้ผู้ที่บูชาประสบความสำเร็จด้วยประการทั้งปวง