วันอาทิตย์ที่ 17 พ.ย.2567 น้อมรำลึกครบรอบ 115 ปี มรณกาล “หลวงพ่อเนียม ธัมมโชติ” พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองสุพรรณบุรี เป็นที่นับถือโดยทั่วไป หนึ่งในอมตเถระแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้ทรงพุทธาคมแก่กล้า แม้ท่านละสังขารไปนานกว่า 100 ปี แต่ชื่อเสียงเกียรติคุณยังคงปรากฏให้รำลึกถึงสืบมาจวบจนปัจจุบัน

เกิดเมื่อปี พ.ศ.2372 ในรัชกาลที่ 3 กรุงรัตนโกสินทร์ บิดาเป็นชาวบ้านซ่อง ต.มดแดง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี มารดาเป็นชาวป่าพฤกษ์ ต.ตะค่า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ธรรมเนียมไทยฝ่ายชายที่เข้าสู่งานมงคลสมรส จะต้องไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง ดังนั้นบิดาของหลวงพ่อเนียมจึงมาอยู่กับมารดาของท่านที่บ้านป่าพฤกษ์ ต.ตะค่า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี มีพี่น้องร่วมอุทรเดียวกันหลายคน ตัวท่านเป็นบุตรคนที่สอง

การศึกษาสมัยนั้นไม่มีโรงเรียน ด.ช.เนียม จึงมีชีวิตคลุกคลีอยู่กับวัด เรียนอักขระขอมและภาษาบาลีจากวัดข้างเคียงที่ให้กำเนิดท่าน เมื่ออายุครบบวช เข้าพิธีอุปสมบทวัดใกล้บ้าน เมื่อประมาณ พ.ศ.2392

ภายหลังอุปสมบท เดินทางเข้าสู่เมืองบางกอก เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย มูลกัจจายนสูตร วิปัสสนากัมมัฏฐาน และวิทยาคมจากสำนักต่างๆ ซึ่งไม่ปรากฏแน่ชัดเช่นกันว่าท่านพำนักอยู่ที่วัดใดและเป็นศิษย์สำนักใด บ้างก็ว่าอยู่วัดพระพิเรนทร์ บ้างก็ว่าวัดโพธิ์ วัดทองธรรมชาติ หรือวัดระฆังโฆสิตาราม

แต่ในสมัยนั้นถ้าจะกล่าวถึงพระเกจิผู้เชี่ยวชาญด้านวิปัสสนาต้องยกให้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังฯ, หลวงปู่ช่วง วัดรังสี (ปัจจุบันรวมเป็นวัดเดียวกับวัดบวรฯ), หลวงปู่คำ วัดอัมรินทร์ และหลวงปู่จันทร์ วัดพลับ

อริยะโลกที่ 6

ราว พ.ศ.2412 ท่านกลับมาอยู่สุพรรณ หลังจากไปอยู่ในกรุงเทพฯ-ธนบุรี นานเกือบ 20 ปี นับว่านานโข ในการกลับมาตอนต้น ท่านไม่ได้มาอยู่วัดที่ท่านอุปสมบท ขึ้นมาอยู่ที่วัดรอเจริญ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี อยู่ได้ไม่นานเกิดขัดใจกับเจ้าอาวาส จึงคิดจะไปจำพรรษาที่วัดป่าพฤกษ์ใกล้บ้านเกิด

ขณะนั้นวัดน้อย ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า สุพรรณบุรี ซึ่งอยู่เหนือวัดรอเจริญไปไม่ไกลนัก เป็นวัดมีสภาพร้าง สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ยังคงเหลืออยู่เพียงวิหารเก่าเท่านั้น ชาวบ้านมีความประสงค์จะบูรณะซ่อมแซม ให้พ้นสภาพวัดร้างขึ้นมาใหม่ จึงให้นายมวนและชาวบ้านแถบนั้น หาปัจจัยสร้างหอฉันให้ หลวงพ่อเนียมไม่ขัดศรัทธา ตกลงใจมาอยู่วัดน้อยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สรุปว่าวัดน้อย พ้นสภาพจากการเป็นวัดร้าง ตั้งแต่ พ.ศ.2412 เป็นต้นมา

วัดน้อยมีสภาพดีขึ้นเป็นลำดับ มีพระภิกษุ-สามเณรมาจำพรรษามากขึ้นทั้งใกล้และไกล

หลวงพ่อเนียมมีความชำนาญทางวิปัสสนาธุระ สำเร็จวาโยกสิณ มีอภิญญาสูงส่ง เป็นที่เคารพศรัทธาของสาธุชนทั่วหล้า แม้แต่สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสเทโว) วัดสุทัศนเทพวราราม, หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว และหลวงพ่อทับ วัดทอง ยอดพระเกจิชื่อดังยังให้ความเคารพนับถือ และมีพระเครื่องของท่านสะสมไว้

ท่านยังเป็นปรมาจารย์ของพระอมตเถระหลายรูป อาทิ หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน, หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นต้น เชื่อกันว่า วิชาสายหลวงพ่อสด และวิชาสายหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ มีต้นกำเนิดมาจากหลวงปู่เนียม ที่รับช่วงกันมา

หลวงพ่อยังเป็นผู้ที่มีความเมตตาต่อสัตว์เลี้ยง ท่านเลี้ยงแมว, สุนัข, ไก่, แม้กระทั่งงูเห่าก็เลี้ยงไว้ ในกุฏิของท่านจึงเต็มไปแล้วมูลสัตว์ต่างๆ

กิจวัตรประจำวันของท่านระหว่างเข้าพรรษา จะตื่นแต่เช้ามืด ครองจีวรแล้วปลงอาบัติ เสร็จแล้วนั่งสนทนากับภิกษุในวัด เป็นการอบรม พอฟ้าแจ้งจึงออกไปบิณฑบาต ต่อมาในระยะหลัง ท่านไม่ค่อยได้ออกไปบิณฑบาต ด้วยเพราะชราภาพมากแล้ว ในขณะที่ท่านไปส้วมจะมีขันน้ำและข้าวสารไปด้วย โปรยข้าวสารไปตลอดทางจนถึงส้วมเพื่อให้ไก่กิน ออกจากส้วมกลับมาตามทางเดินโปรยข้าวสารที่เหลือให้ไก่กินจนหมด

อาหารที่ท่านชอบเป็นพิเศษ คือ เปลือกแตงโม ต้มปลาเจ่าในน้ำตาล ปกติการปรุงรสค่อนข้างหวานและเปรี้ยวเป็นส่วนมาก

ท่านมรณภาพ เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2452 โดยมรณภาพในลักษณะเหมือนพระปางไสยาสน์ สิริอายุ 80 ปี พรรษา 60

ในงานประชุมเพลิง สมเด็จพระสังฆราช (แพ) สมัยดำรงตำแหน่งพระธรรมโกศาจารย์ เจ้าคณะมณฑลนครชัยศรี และหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ร่วมงานด้วย

หลังจากการฌาปนกิจเสร็จแล้ว ชาวบ้านแย่งเก็บอัฐิของท่านเอาไว้บูชากันอย่างอลหม่าน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน