วันที่ 10 พ.ย.2567 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนา พระเทพวชิรญาณ ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมวชิรญาณโสภณ วิมลสีลาจารนิวิฐ วิปัสสนานุสิฐคณาจารย์ไพศาลศาสนกิจดิลก สาธกธรรมวิจิตร มหาคนิสสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 8 รูป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.2567 ประกาศ ณ วันที่ 10 พ.ย.2567

พระพรหมวชิรญาณโสภณ (เลี่ยม ฐิตธัมโม) เป็นพระเถระสายพระป่า เป็นศิษย์ของพระโพธิญาณเถร หรือหลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี

ปัจจุบันสิริอายุ 83 ปี พรรษา 63 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี และที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10

มีนามเดิมว่า เลี่ยม จันทำ เกิดวันที่ 5 พ.ย.2484 ที่บ้านโคกจาน ต.ทุ่งไชย อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ บิดา-มารดา ชื่อ นายเพ็ง และนางเป้ง จันทำ ครอบครัวมีพี่น้องทั้งหมด 6 คน เป็นคนที่ 4

พ.ศ.2504 อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบท โดยมีพระครูถาวรชัยเขต เป็นพระอุปัชฌาย์, พระทิพย์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระจันลา เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างมุ่งมั่น พ.ศ.2507 สามารถสอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ

ในปี พ.ศ.2512 ออกเดินทางเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์เพื่อเรียนรู้และปฏิบัติธรรม จนได้มาพบสำนักของหลวงพ่อชาแห่งวัดหนองป่าพง ซึ่งเป็นวัดที่ร่มรื่น และได้กราบนมัสการขอฝากตัวเป็นศิษย์ ซึ่งได้รับความเมตตาเปลี่ยนบริขารทุกอย่างให้หมด

สำหรับสายปฏิบัติต่างทราบดีว่า วัดหนองป่าพง เป็นสถานปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นต้นแบบของวัดป่ากว่า 100 แห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลวงพ่อชาเป็นพระอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน หนึ่งในลูกศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระวิปัสสนาจารย์ที่สำคัญ ต้นแบบพระป่าสายวิปัสสนาที่ศึกษาธรรมอย่างจริงจัง เพื่อค้นหาแก่นธรรมของพระพุทธเจ้า

ทั้งนี้ ระเบียบปฏิบัติถือว่าเข้มงวดมาก แต่ก็มิได้ย่อท้อแต่อย่างใด เพราะเคยฝึกมาตั้งแต่สมัยอยู่ที่วัดเดิม ซึ่งถือว่าตรงกับรูปแบบปฏิปทาตัวเองมาก เพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของพระศาสนา ด้วยความพากเพียร แม้แต่ในวันพระก็ถือเนสัชชิกังคธุดงควัตร คือการสมาทานไม่นอนตลอดคืน

กระทั่ง พ.ศ.2516 กราบลาหลวงพ่อชาไปศึกษาข้อวัตรข้อปฏิบัติของครูบาอาจารย์ ฝ่ายธรรมยุต

ในปีเดียวกัน หลวงพ่อชาส่งไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ วัดสาขาวัดหนองป่าพง ที่นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศดังกล่าว จึงเรียกตัวกลับมา

ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง ถัดจากหลวงพ่อชา ด้วยนิสัยมักน้อย สันโดษ ถ่อมตน จึงเป็นที่เลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก เมื่อครั้งหลวงพ่อชาอาพาธหนัก ได้ขอให้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสแทน

พ.ศ.2537 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสยอมรับหน้าที่ด้วยเหตุผลว่า “จะทำงานเพื่อครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ ทำตามพระวินัย ผู้ที่ทำหน้าที่นั้นต้องเสียสละ จึงจะทำหน้าที่นั้นและอยู่ได้อย่างสบาย ทำงานได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย”

ถือการทำงานเป็นการออกกำลังกาย ทำงานด้วยความว่าง ทำไปเรื่อย จึงจะไม่รู้สึกว่าหนัก แม้แต่การขบฉัน ต้องฉันเพียงเพื่อประทังชีวิต ฉันตามความปรารถนาไม่ได้ เพราะฉันมากจะทำให้ง่วงซึม

ลำดับงานปกครอง พ.ศ.2537 เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2544 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญยก ฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ พระวิสุทธิสังวรเถร

วันที่ 9 มิ.ย.2549 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ พระราชภาวนาวิกรม

วันที่ 30 มี.ค.2564 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระเทพวชิรญาณ

ล่าสุดวันที่ 10 พ.ย.2567 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้น เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ ในราชทินนามที่ พระพรหมวชิรญาณโสภณ

จนถึงทุกวันนี้ ยังคงยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนตามแนวพระป่าสายวิปัสสนา ปฏิบัติศาสนกิจด้วยความวิริยอุตสาหะเสมอต้นเสมอปลาย งดงามตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงสุดปลาย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน