ในโอกาสฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 150 ปี วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ จัดสร้าง “เหรียญปั๊มพระพุทธสิหิงค์”

ใช้ชื่อรุ่นว่า “ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 150 ปี” เพื่อร่วมเป็นที่ระลึก

นับเป็นเหรียญปั๊มที่มีความสวยงามและเป็นเหรียญพระพุทธที่ได้รับความนิยมสะสมในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่องพระบูชามากอีกเหรียญ

รายงานพิเศษ

ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มรูปไข่ หูเชื่อม ด้านหน้า ยกขอบเป็นเส้นลวดโดยรอบ ตรงกลางเป็นรูปจำลองพระพุทธสิหิงค์ปฏิมากรประทับปางสมาธิเหนืออาสนะฐานบัว 2 ชั้น จารึกอักษรไทยว่า “พระพุทธสิหิงค์” พื้นเหรียญเป็นลายดอกไม้ร่วง

ด้านหลัง เป็นพื้นเรียบ ตรงกลางมีอักขระขอม 2 แถว ด้านบนและด้านล่างประดับลวดลายไทย เป็นเหรียญที่มีพุทธลักษณะเรียบง่าย แต่คงไว้ซึ่งความงามสง่าในทีด้วยรูปจำลองพระพุทธสิหังคปฏิมากร

รายงานพิเศษ

รุ่นนี้ แม้เป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมสูง แต่จำนวนการจัดสร้างไม่มากนัก พบเห็นได้ยากในวงการนักสะสมพระเครื่องปัจจุบัน และสนนราคาค่อนข้างสูง

เพราะผู้มีไว้ในครอบครอง ต่างหวงแหนไม่ค่อยมีการเปลี่ยนมือ

ตำนานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองในไทย “พระพุทธสิหิงค์” เป็นพระพุทธรูปที่ประวัติที่น่าสนใจยิ่ง กล่าวได้ว่าเป็นพระพุทธรูปที่ถูกอัญเชิญไปอยู่ในบ้านเมืองต่างๆ เป็นระยะทางทั้งยาวไกล

รายงานพิเศษ

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ ไว้ในตำนานพระพุทธรูปสำคัญว่า เดิมเจ้ากรุงลังกาสร้างไว้ พระเจ้านครศรีธรรมราชไปขอมาถวายสมเด็จพระร่วง พระเจ้ากรุงสุโขทัย เพื่อสักการบูชา

เวลาล่วงเลยจนถึงสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 มีอำนาจเหนือสุโขทัย พระพุทธสิหิงค์ ถูกอัญเชิญลงมากรุงศรีอยุธยา

จากนั้น พระพุทธสิหิงค์ถูกอัญเชิญต่อไปไว้เมืองกำแพงเพชร-เชียงราย-เชียงใหม่

ปีขาล พ.ศ.2205 สมเด็จพระนารายณ์ยกทัพไปตีเชียงใหม่ อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับกรุงศรีอยุธยา ประดิษฐานไว้ในวัดพระศรีสรรเพชญ เป็นเวลายาวถึง 105 ปี

ครั้นเสียกรุงครั้งที่สองให้พม่า พระพุทธสิหิงค์ถูกอัญเชิญกลับไปเชียงใหม่ เป็นคำรบที่สอง

 

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงพระดำริว่า พระพุทธสิหิงค์เคยเป็นพระพุทธรูปสำคัญในกรุงศรีอยุธยา จึงโปรดให้เชิญมาไว้ในกรุงเทพฯ เมื่อปีเถาะ พ.ศ.2338 และพระพุทธสิหิงค์ ประดิษฐานอยู่ ณ พระแท่นบุษบก ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เป็นที่สุดท้าย ไม่ได้ถูกอัญเชิญไปที่แห่งใดอีก

ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเลื่อมใสพระพระพุทธสิหิงค์มาก เมื่อทรงสร้างวัดราชประดิษฐ์เสร็จเรียบร้อย มีพระราชประสงค์ จะอัญเชิญไปตั้งเป็นพระพุทธรูปประธาน

รายงานพิเศษ

แต่ทรงพระราชดำริว่า พระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานอยู่บนพระที่นั่งในพระราชวัง (หน้า) แล้ว ไม่ควรเชิญไปไว้ที่วัด

จึงโปรดเกล้าฯ ให้ถ่ายแบบอย่างเท่าพระองค์ หล่อขึ้นใหม่กะไหล่ทอง มีขนาดใหญ่กว่าพระพุทธสิหิงค์ ประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดราชประดิษฐ์

พระราชทานพระนามว่า “พระพุทธสิหังคปฏิมากร”

พระพุทธสิหังคปฏิมากร (พระพุทธสิหิงค์) พระพุทธรูปประธานประจำพระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐฯ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ มีหน้าตักราว 1 ศอก 6 นิ้ว สูง 1 ศอก 8 นิ้ว พระเกตุสูง 5 นิ้ว วัสดุโลหะปิดทอง หล่อตามแบบพระพุทธสิหิงค์ ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี ภายใต้บุษบก

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้จำลองจากพระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร

เนื่องจากพระองค์ทรงโปรดปรานในพุทธลักษณะ และทรงมีพระราชศรัทธาเป็นพิเศษ จึงอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ พระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐฯ แห่งนี้ และถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ ว่า พระพุทธสิหังคปฏิมากร

ทั้งนี้ หลังจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า จึงโปรดให้อัญเชิญพระบรมอัฐิมาบรรจุที่พระพุทธอาสน์ ของพระพุทธสิหังคปฏิมากร ภายในพระวิหารหลวงแห่งนี้ จวบจนถึงปัจจุบัน

ในพระวิหารหลวงมีจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระราชพิธี 12 เดือน ที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้วาดไว้ มีสถาปัตยกรรมที่น่าชม เช่น หอพระจอม, หอไตร เป็นต้น

เป็นพระอารามหลวงที่สำคัญยิ่งพระอารามหนึ่ง และถือว่าเป็นพระอารามต้นแบบของคณะธรรมยุติกนิกายอีกด้วย ด้วยวัดธรรมยุติกนิกายก่อนนั้น ดัดแปลงมาจากวัดมหานิกายเดิมทั้งสิ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน