วันอังคารที่ 3 ธ.ค.2567 น้อมรำลึกครบรอบ 94 ปี ชาตกาล “พระไพศาลประชานารถ” หรือ “พ่อท่านยิ้ม ฐานวโร” อดีตเจ้าอาวาสวัดชลธาราสิงเห พระอารามหลวง อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และอดีต เจ้าคณะอำเภอตากใบ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคใต้ในอดีตอีกรูป ที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธา และรู้จักชื่อเสียงเป็นอย่างดี

เป็นคนนิสัยเถรตรง พูดซื่อ โผงผาง เที่ยงธรรม ไม่เกรงกลัวใคร รักความสงบและความยุติธรรมยิ่ง

เกิดในตระกูล แดงมั่น เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2473 ที่บ้านเจ๊ะเห ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

ห้วงวัยเยาว์เข้าเรียนเขียนอ่านในโรงเรียนวัดชลธาราสิงเห จนจบชั้นประถมปีที่ 4 อันเป็นชั้นสูงสุดในยุคนั้น ครั้นต่อมา ราววันที่ 12 ก.ค.2494 เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดชลธาราสิงเห ได้รับฉายาว่า ฐานวโร

ศึกษาพระปริยัติธรรมวินัยจนสำเร็จนักธรรมชั้นเอก จากชีวิตที่คลุกคลีไม่เคยห่างหนี จากวัด ทั้งเรียน บวช เป็นผู้พิทักษ์วัด ทำให้มีความผูกพันกับวัดชลธารสิงเห ยิ่งนัก จึงรักและหวงแหนยิ่งชีพ ด้วยห่วงสถาปัตยกรรมเก่าเกินร้อยปี ให้คงอยู่เพื่ออนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาและหวงแหน

สำหรับวัดชลธาราสิงเห เป็นวัดเก่าแก่ในยุครัชกาลที่ 5 จากประวัติศาสตร์ถือเป็นวัดเรืองนาม หรืออีกหนึ่งนาม วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย ซึ่งนามหลังนี้เกิดแต่ครั้งที่ไทยกับอังกฤษปักเขตแดนแบ่งกัน อังกฤษล้ำเส้นแดนกะหมายมั่นปั้นพ่วงอำเภอตากใบ อำเภอแว้ง และอำเภอสุไหงโก-ลก เข้าเป็นส่วนตนด้วยเล่ห์เพทุบาย

ไทยแม้รู้แต่จำต้องยอมแขนขาด สละรัฐมลายู 4 รัฐ อันได้แก่ รัฐกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี และเปอร์ลิส และหมู่เกาะใกล้เคียงแก่อังกฤษ แม้แต่วัดชลธาราสิงเหไซ้ก็มิได้เว้นวาง กะโลภด้วยอำนาจเหนือไทย แต่ด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่อย่างวิถีไทยมีอยู่เป็นข้ออ้างอิง ฝรั่งจึงยอมจำนนด้วยเหตุผลมิโต้แย้ง

อริยะโลกที่ 6 - รำลึกพ่อท่านยิ้ม ฐานวโร วัดชลธาราสิงเห จ.นราฯ

พ่อท่านยิ้ม ฐานวโร

จึงมีชื่อใหม่ว่า วัดพิทักษ์แผ่นดินสยาม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2453 เป็นต้นมา

ครั้นเป็นสมภารวัด ก็บริหารจัดการวัดให้เป็นอาราม ผูกทั้งงานสงเคราะห์ การศึกษา การเผยแผ่ และการปกครองให้ดี พร้อมสรรพ

ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2523 เป็นเจ้าคณะตำบลเจ๊ะเห พ.ศ.2526 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2527 เป็นเจ้าคณะอำเภอตากใบ

พ.ศ.2547 เป็นเจ้าอาวาสวัดชลธาราสิงเห พระอารามหลวง

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2519 เป็นพระครูปัจจันตเขตคณารักษ์ พ.ศ.2535 เป็นเจ้าคณะอำเภอชั้นโท พ.ศ.2542 เป็นเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก พ.ศ.2544 เป็นเจ้าคณะอำเภอชั้นพิเศษ

ในมหามงคลโอกาสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบรอบ 72 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2547 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระไพศาลประชานารถ

ด้วยแดนปักษ์ใต้ เป็นรอยต่อและล่อแหลมซึ่งเสี่ยงต่อภัยและชีวิต จึงคิดและทำด้วยการระดมสมองเจ้าคณะพระสังฆาธิการในปกครอง เข้าร่วมทั้งงานประชุม สัมมนา เพื่อหาข้อยุติปัญหามิให้ก่อเกิด อีกทั้งสืบทอดพุทธธรรมนำเข้าสู่ดวงจิตเยาวชนไทยที่หลงใหลกับวัฒนธรรมต่างถิ่นให้หวนกลับ ในรูปของการจัดงานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวม เพื่อให้พระ และชาวบ้านตระหนักในคุณธรรมเป็นพุทธมามกะสมบูรณ์ เอาหลักศาสนาเป็นแกนกลางสร้างขวัญและกำลังใจ

อีกทั้งเปิดวัดเป็นศูนย์ปฏิบัติกัมมัฏฐาน อาศัยช่วงปิดเทอมเกณฑ์เด็กเข้าอบรมคุณธรรมต้านยาเสพติด เปิดค่ายพุทธบุตร ปฏิบัติเข้ม 2 คืน 3 วันเพื่อหลอมใจเยาวชนและคนห่างวัดให้กล้าหาญถูกที่และถูกดี ไม่หลีกหนีเข้าทางผิดซึ่งเสี่ยงทั้งภัยและชีวิต นอกจากนี้ยังเอาวัดเป็นศูนย์รวมการพัฒนา จัดรูปแบบ ตกแต่ง ปรับปรุงภูมิทัศน์ให้งดงามสมอารามหลวง เน้นความร่มรื่นของแมกไม้เคียงคู่สถาปัตยกรรม

ด้วยรักสถาปัตย์อายุเกินร้อยให้คงอยู่ทั้งหอพระนารายณ์ ภาพจิตรกรรมในอุโบสถ อันเป็นฝีมือช่างพื้นถิ่นชาวตากใบโดยแท้ จึงอนุรักษ์ไว้ อีกทั้งเกรงลูกหลานจักลืมถิ่นไม่รักถิ่นฐาน จึงจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ของเก่าแก่ ทั้งเครื่องเงิน ถ้วยชาม ประวัติความเป็นมาของชาวตากใบ ให้เป็นแหล่งศึกษาและอนุรักษ์ เป็นแหล่งข้อมูลและสืบค้นได้

สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2551 มรณภาพอย่างสงบ สิริอายุ 78 ปี พรรษา 57

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน