“หลวงปู่หลิว ปัณณโก” อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่แตงทอง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม พระเกจิชื่อดัง
เกิดในสกุลแซ่ตั้ง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ธ.ค.2448 ที่หมู่บ้านหนองอ้อ ต.บ้านสิงห์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ในช่วงวัยเด็กนั้น ช่วยครอบครัวทำงานหาเลี้ยงชีพอย่างขยันขันแข็ง พร้อมกับเรียนวิชาช่างไม้จากผู้เป็นบิดาไปด้วย

กระทั่งอายุ 27 ปี เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส จึงตัดสินใจเข้าบรรพชาอุปสมบท ที่วัดโบสถ์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เมื่อปี พ.ศ.2475 มีหลวงพ่อโพธาภิรมย์ วัดบำรุงเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่ออินทร์ วัดโบสถ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ห่อ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ปัณณโก
จากนั้นไปจำพรรษาที่วัดหนองอ้อ และเดินทางไปศึกษาวิทยาคมจากหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี, พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช, หลวงพ่ออุ้ม จ.นครสวรรค์ รวมถึงพระคณาจารย์อีกหลายท่าน
ระหว่างปี พ.ศ.2481-2482 อยู่เรียนพระปริยัติธรรมในสำนักวัดหนองอ้อ แต่เรียนนักธรรมชั้นตรีเพียง 5 เดือนก็ต้องหยุดชะงัก ด้วยต้องไปสร้างศาลาการเปรียญให้วัดโคก จ.สุพรรณบุรี ต่อมาได้ย้ายไปจำพรรษา ณ วัดร้างในหมู่บ้านท่าเสา ช่วยสร้างกุฏิและโบสถ์จนเสร็จ จึงกลับมายังวัดหนองอ้อ
พ.ศ.2484 รับนิมนต์ไปช่วยบูรณะวัดสนามแย้ จ.กาญจนบุรี จนมีความเจริญรุ่งเรือง
สร้างสรรค์พัฒนาวัดสนามแย้อย่างยาวนานถึง 36 ปี จึงไปสร้างวัดขึ้นใหม่ที่ ต.จระเข้เผือก อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ใช้เวลาถึง 5 ปี เป็นรูปเป็นร่าง ตั้งชื่อว่า วัดไทรทองพัฒนา


อยู่แบบสมถะเรียบง่าย ในกุฏิไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก อาหารที่ขบฉันเน้นแบบง่ายๆ ทุกมื้อต้องมีผักต้มนิ่ม มะระขี้นก น้ำพริกรสไม่เผ็ด แกงเลียง ข้าวต้ม ผัดหมี่ซั่ว รวมทั้งชอบฉันหมากเป็นประจำ
บอกถึงเหตุผลในการสร้างว่า “ต้องการทำวัตถุมงคลให้แปลกและดี จึงนึกถึงเต่า เพราะว่าเต่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนยาว เต่าเป็นสัตว์มีศีลธรรม นอกจากนี้ พระพุทธเจ้ายังเคยเสวยพระชาติเป็นเต่ามาแล้ว”
บั้นปลายชีวิต เริ่มเข้ากลางปี 2543 หลวงปู่หลิวเริ่มอาพาธด้วยโรคชรา ก่อนหน้านั้นท่านมักปรารภกับลูกหลานว่า ท่านเกิดที่หนองอ้อก็อยากมรณภาพที่หนองอ้อ และหากถึงเวลาที่ท่านต้องจากไปก็อย่าหน่วงเหนี่ยวไว้ เพราะวัฏสงสารเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์
ค่ำคืนวันจันทร์ที่ 4 ก.ย.2543 เวลา 20.35 น. ละสังขารอย่างสงบที่วัดหนองอ้อ สิริอายุ 95 พรรษา 74
ปัจจุบัน วัดไร่แตงทองเป็นสถานที่ที่ผู้เลื่อมใสศรัทธาต่างเข้ามากราบไหว้และลอดใต้ตัวพญาเต่า
ด้วยคติความเชื่อที่ว่าเพื่อให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ รวมทั้งลอดแล้วจะอายุยืนเหมือนเต่า

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพญาเต่าเรือนนามว่า “มหาจิตรจุล” อาศัยอยู่บนเกาะแห่งหนึ่ง อยู่มาไม่นานเกิดเหตุพายุ เป็นเหตุให้เรือสำเภาที่ผ่านมาอับปาง ผู้คนที่ว่ายน้ำหนีตายมาอาศัยบนเกาะเป็นจำนวนมากต่างขาดอาหารและน้ำ จึงคิดทำร้ายพญาเต่า
ในครั้งนั้นพญาเต่าโพธิสัตว์คิดว่า เมื่อชาวบ้านต่างเดือดร้อนถึงขนาดต้องคิดฆ่าตัวเราเพื่ออยู่รอด จึงมีจิตอนุเคราะห์กลิ้งตัวจากภูเขาหมายจะบริจาคทานด้วยเลือดและเนื้อของตน ผู้คนเหล่านั้นจึงได้อาศัยเนื้อมาบริโภคแล้วเอากระดองทำเป็นพาหนะกลับสู่บ้านเมืองอย่างปลอดภัย
ภายหลังผู้คนเหล่านั้นระลึกถึงบุญคุณของพญาเต่าเรือนจึงวาดภาพไว้สักการบูชา ต่อมาจึงมีการสร้างวัตถุมงคลรูปเต่าลงอักขระเลขยันต์ปลุกเสกและบูชาสืบทอดมาถึงปัจจุบัน
สำหรับวัตถุมงคลพญาเต่าเรือนนั้นหลวงปู่หลิวเริ่มสร้างมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2500 ที่วัดสนามแย้ ในยุคแรก ส่วนใหญ่จะเป็นพระเนื้อผง ต่อมาจัดสร้างในหลายรูปแบบ ทั้งเหรียญ, รูปหล่อลอยองค์, พระบูชา, พระสังกัจจายน์, พระปิดตา
ส่วนเครื่องรางของขลังมี ตะกรุดคาดเอว, จิ้งจกสองหาง และกัณหาชาลี เป็นต้น
แต่ที่สร้างชื่อเสียงมากที่สุดคือ “เหรียญพญาเต่าเรือน” ที่ศึกษามาจากหลวงพ่อย่น วัดบ้านฆ้อง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
รุ่นแรก พ.ศ.2516 ลักษณะเป็นรูปเต่า มี 4 ขา ปลายหัวด้านบนมีหู ลักษณะเดียวกับหูเหรียญ ออกวัดสนามแย้ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี
ด้านหน้าตรงกลางเป็นพระสังกัจจายน์ ด้านหลังเป็นอักขรยันต์
จำนวนการสร้างของเหรียญพญาเต่าเรือนรุ่นแรก เนื้อนวโลหะ สร้าง 300 เหรียญ เนื้อทองแดงสร้าง 12,000 เหรียญ เนื้อนวโลหะแจกให้เจ้าภาพสร้างเสาศาลาการเปรียญวัดให้เป็นที่ระลึก
มีเรื่องเล่าขานว่า เมื่อนำไปแช่น้ำมนต์ปลุกเสกจนเต่าทุกตัวคลานออกจากโอ่งถึงจะนำออกไปให้บูชา