รัฐบาลไทยและรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน เห็นชอบร่วมกันในการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากวัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน มาประดิษฐาน ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็นการชั่วคราว เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสการครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ในปี 2568 ระหว่างวันที่ 5 ธ.ค.2567-14 ก.พ.2568 รวมเป็นเวลา 73 วัน และจะอัญเชิญกลับในวันที่ 15 ก.พ.2568

ชวนกันมา พากันมู(เตลู)- สักการะ‘พระเขี้ยวแก้ว’ ประดิษฐานสนามหลวง

ซึ่งครั้งนี้นับเป็นการอัญเชิญมาประดิษฐานในประเทศไทยเป็นครั้งที่สองของพระเขี้ยวแก้วจากวัดหลิงกวงกรุงปักกิ่งในรอบ 22 ปี

สำหรับประวัติ ‘พระเขี้ยวแก้ว’ หรือพระทาฐธาตุ คือ พระธาตุส่วนที่เป็นเขี้ยวขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งข้อมูลในคัมภีร์พระไตรปิฎกในลักขณสูตร ได้กล่าวถึงมหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึง ลักษณะของพระทาฐะหรือเขี้ยวของบุคคลผู้มีลักษณะแห่งมหาบุรุษว่า ‘เขี้ยวพระทนต์ทั้งสี่งามบริสุทธิ์’ พระธาตุเขี้ยวแก้วมีทั้งหมด 4 องค์ ซึ่งหลักฐานในคัมภีร์บางเล่มบอกว่า

ชวนกันมา พากันมู(เตลู)- สักการะ‘พระเขี้ยวแก้ว’ ประดิษฐานสนามหลวง

– พระธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องบนขวา ท้าวสักกะอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ จุฬามณีเจดีย์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

– พระธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำขวา ประดิษฐานที่แคว้นกาลิงคะ (บางตำราเรียก กลิงครัฐ) แล้วจึงถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ ลังกา (ศรีลังกาในปัจจุบัน)

– พระธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องบนซ้าย ประดิษฐาน ณ แคว้นคันธาระ แล้วเชื่อว่าถูกอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่เมืองฉางอัน ประเทศจีน (ซีอาน) โดยพระภิกษุฟาเหียน เมื่อคราวจาริกไปสืบพระศาสนายังอินเดีย ปัจจุบันพระธาตุเขี้ยวแก้วองค์นี้ถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์ ณ วัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง ซึ่งจะมาประดิษฐานในไทยให้ประชาชนชาวไทยร่วมสักการะ ณ ท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 5 ธ.ค.2567-14 ก.พ.2568 เป็นการชั่วคราว

– พระธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำซ้าย ประดิษฐานในภพพญานาค

ตามตำนานระบุชัดว่าบนโลกมนุษย์เรานี้ มีพระเขี้ยวแก้วขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ 2 องค์คือ ที่ศรีลังกาและจีน ส่วนที่เหลืออีก 2 องค์นั้น อยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และประดิษฐานในภพพญานาค ในเมืองบาดาล อย่างไรก็ตาม พระธาตุเขี้ยวแก้วยังจัดเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่ไม่แยกกระจัดกระจาย องค์มีลักษณะแข็งแกร่งรวมกันแน่น พุทธศาสนิกชนจึงมีความศรัทธาเลื่อมใสในองค์พระธาตุเขี้ยวแก้วเป็นอย่างมาก

ชวนกันมา พากันมู(เตลู)- สักการะ‘พระเขี้ยวแก้ว’ ประดิษฐานสนามหลวง

ภายหลังเปิดให้ประชาชนได้เข้าสักการะพระเขี้ยวแก้ว พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจเดินทางมาสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ท้องสนามหลวงอย่างเนืองแน่นและต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงวันหยุดนี้ ซึ่งภายในท้องสนามหลวงยังมีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และมีการจัดกิจกรรมทุกวันอีกด้วย

ทั้งนี้ มีข้อแนะนำรายละเอียดและข้อปฏิบัติ สำหรับประชาชนที่เดินทางเข้าน้อมกราบพระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้ว ดังนี้

– ประตูเปิดให้เข้าตั้งแต่ เวลา 07.00-20.00 น. ของทุกวัน

– แสดงบัตรประชาชน หรือใบขับขี่ หรือพาสปอร์ตต่อเจ้าหน้าที่ประตูทางเข้า เจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้เข้า หากไม่มีบัตรแสดงตน)

– ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดเข้าไปภายในบริเวณ

– งดนำดอกไม้ พวงมาลัย พานบายศรี มาเองชวนกันมา พากันมู(เตลู)- สักการะ‘พระเขี้ยวแก้ว’ ประดิษฐานสนามหลวง

– รัฐบาลจัดดอกบัวประดิษฐ์ไว้ภายใน เพื่อให้น้อมถวาย ผู้เข้าสักการะสามารถหยิบพร้อมบทสวดมนต์ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

– สามารถเดินน้อมสวดมนต์ เดินเวียนเทียนแล้ววางบริเวณจุดวางดอกบัวโดยรอบได้โดยไม่ต้องไปรอวางด้านข้างจุดแรกจุดเดียว

– ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าภายในบริเวณมณฑลพิธี

– แต่งกายสุภาพ ในลักษณะเข้าศาสนสถาน

– ไม่อนุญาตให้ใส่ชุดดำ เข้าบริเวณมณฑลพิธี และไม่อนุญาตให้ใส่ขาสั้น สายเดี่ยว เกาะอก เสื้อบาง กางเกงยีนส์ขาด เข้าสักการะ

– ห้ามนำวัตถุของมีคม วัตถุไวไฟ ไฟแช็ก มีด คัตเตอร์ เข้าไปภายในบริเวณมณฑลพิธี

นอกจากนี้ ยังมีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ในช่วงเวลา 10.00-12.00 น. และเวลา 16.00 น.เป็นต้นไป และพิธีเจริญจิตตภาวนา ทุกวันพระ โดยจะมีพิธีแสดงธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ (ในภาคเช้า)

จึงขอเชิญชวนเข้าสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งโอกาสที่หาได้ไม่บ่อยนัก ที่จะได้สักการะพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศจีน ที่ประดิษฐานเป็นการชั่วคราวในประเทศไทยจนถึงวันที่ 14 ก.พ.2568 เวลา 07.00-20.00 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และจะอัญเชิญกลับในวันที่ 15 ก.พ.2568

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน