วันเสาร์ที่ 8 มี.ค.2568 น้อมรำลึกครบ 53 ปี มรณกาล พระครูประภาสธรรมคุณ หรือ “หลวงพ่อแจ่ม ธัมมปาโล” วัดวังแดงเหนือ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา พระเกจิอาจารย์ชื่อดังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปรากฏชื่อเสียงมีบทบาทในการสร้างขวัญและกำลังใจให้ชาวบ้าน
เกียรติคุณยังเป็นที่สรรเสริญกล่าวขวัญกันอยู่มิรู้ลืม โดยเฉพาะความเข้มขลังทางวิทยาคมและวัตถุมงคลที่ท่านสร้างปลุกเสก มีผู้ประจักษ์ความศักดิ์สิทธิ์มากราย
ปัจจุบันวัตถุมงคลที่จัดสร้าง อาทิ พระขุนแผนเนื้อดินผสมว่าน 108 ชนิด, พระขรรค์, มีดหมอ และเหรียญรุ่นหนึ่ง มีค่านิยมค่อนข้างสูง และเป็นที่เสาะหาของคนในละแวกใกล้เคียงโดยทั่วไป
ทั้งนี้ วันอาทิตย์ที่ 28 พ.ค.2566 เป็นวันคล้ายวันรำลึกครบรอบ 120 ปี ชาตกาล หลวงพ่อแจ่ม
เกิดในสกุล “เพ็ชรัก” เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2446 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 5 ปีเถาะ ที่บ้านวังแดง หมู่ที่ 4 ต.วังแดง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา

อายุย่างเข้าปฐมวัย บิดานำไปฝากเรียนอักษรสมัย หนังสือไทยและหนังสือขอม ที่วัดวังแดงเหนือ อยู่ในความปกครองของหลวงพ่อสา เจ้าอาวาสในสมัยนั้น ร่ำเรียนเขียนอ่านจนจบหลักสูตรและสามารถเขียนหนังสือขอมได้สวยเหมือนตัวพิมพ์
ระหว่างที่อยู่วัดวังแดงเหนือนั้นได้เรียนสมถกรรมฐานควบคู่กันไปด้วย โดยกล่าวว่าเป็นการฝึกจิตให้เป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วทำให้เกิดปัญญา สามารถศึกษาวิชาการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ด้านวิทยาคมได้รับการสั่งสอนเป็นกรณีพิเศษจากหลวงพ่อสา ทำให้รอบรู้วิทยาคมตั้งแต่ก่อนบวช
อายุ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบทที่พัทธสีมาวัดวังแดงใต้เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2466 โดยมีพระอุปัชฌาย์โป๋ วัดวังแดงเหนือ เจ้าอาวาสวัดวังแดงเหนือ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระสมุห์โชติ วัดศาลาลอย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า ธัมมปาโล
อยู่จำพรรษาและศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดวังแดงเหนือ ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของเขตพระวินัยอย่างเคร่งครัด เป็นผู้สำรวมอิริยาบถ ให้การเคารพอย่างสูงต่อพระผู้ทรงคุณวุฒิ คอยรับใช้ใกล้ชิดพระอุปัชฌาย์ อีกทั้งการในพระศาสนาต่างๆ ที่เห็นว่าพอจะทำได้ จึงเป็นที่โปรดปรานของพระอุปัชฌาย์อย่างยิ่ง
ล่วงเข้าพรรษาที่ 4 หันมาศึกษาทางวิทยาคม โดยมีพระอาจารย์สาและพระอธิการโป๋เป็นผู้ประสิทธิ์วิทยาคุณต่างๆ ยิ่งกว่านั้นยังได้ไปขอฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิทยาคมกับอาจารย์เพิ่ม ซึ่งเป็นฆราวาสอยู่ในละแวกนั้นอีกด้วย
คร่ำเคร่งอยู่กับวิทยาคมนานหลายพรรษา ต่อเมื่อครูอาจารย์มรณภาพจึงนำวิชาการด้านนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในงานพระพุทธศาสนาและสังคมทางโลก กระทั่งเกียรติคุณเป็นที่โจษจันกล่าวขาน
ประชาชนที่มีทุกข์ทางใจทั้งบ้านใกล้เรือนเคียง เมื่อได้ทราบกิตติศัพท์ก็เดินทางมาที่วัดวังแดงเหนือเพื่อให้ช่วยขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวันจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อนเลย และไม่เคยออกปากบ่นว่าเหนื่อย ยังคงมุ่งมั่นในการสงเคราะห์ผู้คนที่มีทุกข์ทางใจให้สำเร็จประโยชน์ทุกรายไป
มีผู้ใกล้ชิดบอกเล่าว่า ใครก็ตามที่มาหาครั้งแรกแล้วจะต้องเดินทางมากราบอีกหลายครั้ง เพราะการต้อนรับขับสู้เปี่ยมล้นไปด้วยไมตรีจิต การสนทนาปราศรัยก็แฝงด้วยธรรม ซึ่งทำให้ผู้ที่ได้ยินมิอาจลืมเลือนในเมตตาได้
มรณภาพเมื่อวันที่ 8 มี.ค.2515
ตลอดชีวิตอาศัยในร่มเงาพระพุทธศาสนา ประกอบคุณงามความดีด้วยจิตใจที่ผ่องแผ้ว แม้ว่าจะละสังขารไปแล้วก็ตามแต่คุณงามความดีที่ได้ประกอบศาสนกิจมาตลอดชีวิตยังคงปรากฏอยู่ในใจของชาวเมืองกรุงเก่าอย่างมิลืมเลือน