“หลวงปู่รอด ฐิตวิริโย” หรือ พระครูสถิตวีรธรรม พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดสันติกาวาส ต.วงฆ้อง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เป็นศิษย์สืบสายพุทธาคมจาก “หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ”
มีนามเดิมว่า บุญรอด แจ่มจุ้ย เกิดเมื่อวันที่ 4 ม.ค.2464 ที่บ้านหมู่ที่ 3 ต.ตลุกเทียม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก บิดา-มารดาชื่อ นายเพชร และนางบุญมา แจ่มจุ้ย ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา
ชีวิตในวัยเด็กค่อนข้างลำบาก ต้องช่วยเหลือครอบครัวทำงาน โยกย้ายถิ่นบ่อย แต่ยังมีเวลาที่จะศึกษาเล่าเรียนจนอ่านออกเขียนได้
ครั้นอายุ 14 ปีย้ายบ้านไปอยู่ที่บ้านป่ามะม่วง อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย เป็นเวลา 3 ปี จากนั้นจึงย้อนกลับไปถิ่นกำเนิด

หลวงปู่รอด ฐิตวิริโย
อุปสมบทที่วัดเชิงหวาย เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2485 มีพระครูญาณปรีชา วัดดอกไม้ ต.ท่ามะเฟือง อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “ฐิตวิริโย” แปลว่า ผู้ตั้งมั่นในความเพียร
หลังจำพรรษาอยู่ที่วัดเชิงหวายระยะหนึ่ง จึงไปเรียนนักธรรมที่จังหวัดอุทัยธานี จนสอบได้นักธรรมชั้นตรี
หลังจากนั้นเดินทางกลับมายังบ้านเกิด พบว่าบริเวณที่รกร้างริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก ไม่ไกลจากชุมชน มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ชาวบ้านพร้อมใจกันจัดสร้างไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันแดดฝนและสัตว์ร้ายให้พระธุดงค์ที่เดินทางผ่านอยู่เนืองๆ

จึงเดินทางกลับไปที่จังหวัดอุทัยธานี นิมนต์พระสงฆ์ที่จบนักธรรมชั้นเอกพร้อมพระภิกษุสามเณรอีก 30 รูป จากนั้นจึงได้ร่วมกับชาวบ้านสร้างวัดขึ้นมาให้ชื่อว่า วัดสันติกาวาส
พ.ศ.2489 สอบไล่ได้นักธรรมชั้นโท สำนักวัดสันติกาวาส ต.วงฆ้อง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก
ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2491 เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พ.ศ.2493 เป็นเจ้าคณะตำบลวงฆ้อง พ.ศ.2509 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2510 เป็นรองเจ้าคณะอำเภอพรหมพิราม พ.ศ.2520 เป็นเจ้าคณะอำเภอพรหมพิราม
หลวงปู่รอดพัฒนาวัดสันติกาวาสจนมีความเจริญก้าวหน้าตามลำดับ มีเสนาสนะต่างๆ ครบครัน ในระหว่างนั้นท่านก็มีโอกาสเดินทางศึกษาหาความรู้ไปตามวัดต่างๆ เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้กลับมาปรับใช้ที่วัดต่อไป
หนึ่งในวัดที่มีโอกาสเดินทางไปคือ วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ ของหลวงพ่อเดิม พุทธสโร

ช่วงที่อยู่กับหลวงพ่อเดิม มีโอกาสศึกษาเรื่องของพุทธาคมในการปลุกเสกวัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง โดยเฉพาะผ้ายันต์และคาถารอบโลก ซึ่งเป็นคาถาที่หลวงพ่อเดิมใช้ประจำตัว ไม่ว่าการพรมน้ำมนต์หรือการปลุกเสกวัตถุมงคล โดยได้นำมาใช้เป็นคาถาประจำตัวเช่นกัน พระคาถานี้มีด้วยกัน 7 บท อาทิ คาถาหายตัว, คาถามหานิยม, คาถาคงกระพันชาตรี เป็นต้น
นอกจากเพราะมีวิชาอาคมขลังแล้ว ยังมาจากชื่ออันเป็นมงคลนามว่า “รอด” เชื่อกันว่าจะทำให้รอดพ้นจากเรื่องเลวร้ายต่างๆ จากร้ายกลายเป็นดี
แม้ว่าอายุท่านจะล่วงเลยเข้าสู่วัยชราแล้ว แต่กิจนิมนต์แทบจะไม่มีวันเว้นว่าง
ต่อมาเข้าโรงพยาบาลพรหมพิราม เมื่อวันที่ 1 พ.ย. เนื่องจากมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย
ส่วนหนึ่งมาจากกิจนิมนต์ไม่เคยปฏิเสธ โดยทุกวันจะต้องเดินทางไกล เพื่อไปร่วมในพิธีซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการอธิษฐานจิต ปลุกเสกวัตถุมงคล ด้วยท่านเป็นพระเกจิที่ได้รับความศรัทธา แต่ด้วยอายุที่มาก การพักผ่อนน้อย ทำให้ล้มป่วยอาพาธลง แม้คณะศิษย์จะขอร้องให้ท่านงดรับกิจนิมนต์ แต่ท่านก็บอกว่า “เขามาเพราะเขาเชื่อมั่นศรัทธาจะปฏิเสธเขาได้อย่างไร”
หลังเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลพรหมพิรามได้ 3 วัน อาการทรุดหนักลง จึงส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพุทธชินราช โดยคณะแพทย์ได้พยายามรักษาอาการอย่างสุดความสามารถ แต่ไม่สามารถยื้ออาการไว้ได้
ละสังขารอย่างสงบ วันที่ 18 พ.ย.2551 สิริอายุ 87 ปี พรรษา 67
เมื่อครั้งยังมีชีวิต จัดสร้างเหรียญรุ่นแรก ในปี พ.ศ.2517 เพื่อนำไปแจกเหรียญเป็นขวัญกำลังใจให้ลูกศิษย์ที่เป็นทหารไปออกรบที่เขาค้อและภูหินร่องกล้า
ลักษณะเป็นกลมรูปไข่ มีหู จำนวนการสร้างประมาณ 3,000 เหรียญ
ด้านหน้ายกขอบเหรียญ 2 ชั้น ตรงกลางเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงปู่รอดครึ่งองค์หันหน้าตรง ใต้รูปเหมือนเขียนคำว่า “พระครูสถิตวีรธรรม (หลวงพ่อบุญรอด)”
ด้านหลังตรงกลางเป็นยันต์อักขระหัวใจพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ เป็นยันต์ประจำตัวหลวงปู่รอด ใต้ยันต์ เขียนคำว่า “วัดสันติกาวาส อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก”
เป็นเหรียญที่มีพิธีการจัดสร้างดี รูปทรงสวยงาม