“หลวงปู่สงฆ์ จันทสโร” พระเกจิชื่อดัง อดีตเจ้าอาวาสวัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ต.บางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร เชี่ยวชาญการเจริญสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐาน สงบ สันโดษ มักน้อย พูดน้อย สำรวมระวังกาย วาจา ใจ และฉันอาหารเพียงวันละมื้อเดียว
เป็นชาวชุมพรโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันอังคารที่ 30 เม.ย.2433 ที่ ต.วิสัยเหนือ อ.สวี จ.ชุมพร ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา
อายุ 18 ปี บรรพชาที่วัดสวี ศึกษาด้านพระปริยัติธรรม และอักษรขอม
กระทั่งอายุครบบวช เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดวิสัยเหนือ มีหลวงพ่อชื่น วัดแหลมปอ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายา “จันทสโร”

จำพรรษาที่วัดวิสัยเหนือระยะหนึ่ง จึงเดินทางมาจำพรรษาอยู่ที่วัดควน ต.วิสัยเหนือ เพื่อศึกษาทางด้านกัมมัฏฐานและวิทยาคม จากนั้นเริ่มออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อฝึกวิปัสสนาและแสวงหาพระอาจารย์ผู้แก่กล้าศึกษาวิทยาคมเพิ่มเติม
เมื่อมาถึงจังหวัดภูเก็ต ได้พบพระอาจารย์รอด วัดโต๊ะแซ หรือตอแซ พระเกจิชื่อดังในยุคนั้น จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิทยาคมต่างๆ อยู่ 2 พรรษา จากนั้นกราบลาออกธุดงค์ต่อ
พ.ศ.2462 ในพื้นที่ ต.บางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร วันหนึ่งมี 2 แม่ลูกออกหาของป่าละแวกวัดร้าง มีนกแก้วบินนำหน้า 2 แม่ลูก ไปจนถึงบริเวณที่หลวงปู่สงฆ์ปักกลด
2 แม่ลูกเข้าไปกราบหลวงปู่สงฆ์ด้วยความเลื่อมใส จึงนิมนต์ท่านกลับไปจำพรรษาที่วัดร้างใกล้หมู่บ้าน ซึ่งมีแต่ซากสิ่งก่อสร้างเก่าทรุดโทรม แม้โบสถ์ก็เหลือเพียงเสาสี่ต้น มีต้นไม้ต้นหญ้าขึ้นรกรุงรัง
หลังจากหลวงปู่สงฆ์รับนิมนต์ ได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้านมาหักร้างถางต้นไม้ ช่วยกันบูรณะเสนาสนะต่างๆ ขึ้นมาใหม่ พัฒนาจนเป็นวัดที่มั่นคงแข็งแรงและเจริญรุ่งเรืองมาถึงทุกวันนี้
วัดร้างแห่งนั้น ปัจจุบันคือ “วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย” ต.บางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร นั่นเอง

เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งเคยมีกวางตัวหนึ่งหลงเข้ามาในวัด ก็ให้ผลไม้และอาหารกิน และผูกเศษจีวรสีเหลืองไว้ที่คอกวาง เจ้ากวางอยู่ที่วัดได้ปีหนึ่งก็กลับเข้าป่าไป บางทีก็กลับมาหาที่วัด และอยู่สองสามวันก็กลับเข้าป่าไปอีก โดยในช่วงที่เจ้ากวางอาศัยอยู่ในป่านั้นสามารถรอดพ้นจากการไล่ล่าได้ทุกครั้ง
นอกจากนี้ ยังเป็นที่ร่ำลือกันว่ามีวาจาสิทธิ์ยิ่งนัก
สำหรับวัดเจ้าฟ้าศาลาลอย เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองชุมพรมาตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ได้รกร้างมาเป็นเวลาเนิ่นนาน จนเมื่อหลวงปู่สงฆ์รับนิมนต์มาจำพรรษา จากวัดร้างจึงได้รับการบุกเบิกและพัฒนาจนเป็น “วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย” ที่เจริญรุ่งเรือง เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวชุมพร
หลวงปู่สงฆ์กล่าวถึงที่มาของชื่อวัดเจ้าฟ้าศาลาลอยว่า ในอดีตเป็นวัดที่มีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเคยมาบวชเป็นเจ้าอาวาสอยู่ จึงขึ้นต้นชื่อวัดว่า ‘เจ้าฟ้า’ เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าวัดเดิม ส่วนศาลาลอย ตั้งตามชื่อของหมู่บ้าน
นอกจากนี้ มักพูดเสมอว่า “เจ้าวัดที่นี่ไม่ใช่เรา แต่เป็นปู่เจ้าฟ้า” ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการบวชนาค จะต้องนำนาคไปฝากตัวกับปู่เจ้าฟ้าก่อน จนเป็นประเพณีสืบมาถึงปัจจุบัน

Screenshot
มรณภาพลงอย่างสงบ เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2526 สิริอายุ 94 ปี 3 เดือน 2 วัน แต่สังขารไม่เน่าเปื่อย
ปัจจุบันบรรจุใส่โลงประดิษฐานบนศาลาธรรมสังเวช เพี่อให้กราบสักการบูชา
วัตถุมงคลมีหลายรุ่นหลายแบบ ทั้งที่จัดสร้างเองและอนุญาตให้ลูกศิษย์จัดสร้าง ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง, เหรียญรูปเหมือน, เครื่องราง, ลูกอม, ยาฉุน ฯลฯ
แต่ที่โดดเด่นเป็นที่เลื่องลือคือ “พระกริ่งเจ้าฟ้า ปี 2519” คณะศิษย์ร่วมกันจัดสร้างขึ้นเพื่อแจกแก่ผู้ร่วมบุญจัดสร้างฌาปนสถาน วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย โดยแต่ที่โดดเด่นเป็นที่เลื่องลือ เมตตาตั้งนามมงคลให้
พระกริ่งดังกล่าวออกแบบและแกะพิมพ์โดยช่างฝีมือชั้นครู อาจารย์เกษม มงคลเจริญ ซึ่งได้นำพระกริ่งชินบัญชรของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง เป็นต้นแบบ และนำชนวนก้านช่อของพระกริ่งพระชัย เมื่อปี 2517 มาเป็นส่วนหนึ่งของมวลสารในการจัดสร้าง สร้างเป็นเนื้อนวโลหะครบสูตรและหลวงปู่เมตตาปลุกเสก เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ย.2519
ประการสำคัญคือ นับเป็นพระกริ่งรุ่นแรกและรุ่นเดียวอีกด้วย
พระกริ่งเจ้าฟ้า หลวงพ่อสงฆ์ ปี 2519 มีเพียงพิมพ์เดียว จำนวนจัดสร้างทั้งสิ้น 999 องค์เท่านั้น แบ่งเป็นก้นทองคำ 8 องค์ ก้นเงิน 12 องค์ และก้นทองแดง อักษร “นะ” 979 องค์ ทุกองค์มีการตอกโค้ดอย่างชัดเจน
นับเป็นหนึ่งในยอดวัตถุมงคลแดนใต้