วันเสาร์ที่ 26 เม.ย.2568 น้อมรำลึกครบ 64 ปี มรณกาล “หลวงพ่อลี ธัมมธโร” หรือ “ท่านพ่อลี” วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เป็นศิษย์สายวิปัสสนากัมมัฏฐานอันดับต้นของ “พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต” บูรพาจารย์สายพระป่า
ริเริ่มและสร้างวัดอโศการาม จนเจริญรุ่งเรืองและมีชื่อเสียงมาจวบถึงปัจจุบัน เป็นที่เคารพศรัทธาของลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้าน แม้แต่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ยังมาฝากตัวเป็นศิษย์
วัตถุมงคลของมีมากมาย ทั้งที่สร้างเองและหลังจากมรณภาพแล้ว ล้วนแต่ได้รับความนิยมสูง
ชาติภูมิ เป็นชาวบ้านหนองสองห้อง อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เกิดเมื่อวันที่ 31 ม.ค.2449
เมื่อตอนวัยเด็กค่อนข้างจะเป็นเด็กที่เลี้ยงยาก งอแง และขี้โรค อายุ 12 ปี จึงเริ่มเรียนหนังสือไทย แต่มีสิ่งหนึ่งในความคิดอยู่ตลอด คือ ความคิดอ่านเรื่องบาปบุญและปรารถนาอย่างยิ่งที่จะบวชเป็นพระภิกษุในภายภาคหน้า

จนเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงเข้ารับอุปสมบทในปี พ.ศ.2468 สังกัดมหานิกาย
ต่อมามีโอกาสพบและฟังเทศน์จาก “พระอาจารย์บท” ศิษย์สายพระอาจารย์มั่น ทั้งเห็นถึงปฏิทาและการปฏิบัติสังฆกิจต่างๆ จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ตัดสินใจออกธุดงค์ติดตาม เพื่อไปพบพระอาจารย์มั่น ซึ่งขณะนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดบูรพา จ.อุบลราชธานี
ได้รับการแนะนำสั่งสอนจากพระอาจารย์มั่นเพียงสั้นๆ ว่า “คำว่า พุทโธ นี้ คือความพิเศษ เป็นดวงแก้วแห่งธรรม” อันเป็นอุบายเบื้องต้นในการปฏิบัติกัมมัฏฐาน นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาเพิ่มเติมจากพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม และพระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล ที่บ้านท่าวังหิน อันเป็นสถานที่เงียบสงบเหมาะแก่การเจริญกัมมัฏฐาน
พากเพียรปฏิบัติธรรมและวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนปี พ.ศ.2471 จึงได้แปรญัตติจากมหานิกายเป็น “ธรรมยุติกนิกาย” โดย พระอาจารย์มั่นเป็นผู้บรรพชาให้เป็นสามเณร และพระปัญญาพิศาลเถร (หนู) วัดปทุมวนาราม เป็นพระอุปัชฌาย์
จากนั้นออกธุดงค์กับพระอาจารย์มั่นเรื่อยมา จนพระอาจารย์ให้ออกธุดงค์โดยลำพัง จึงออกธุดงค์กัมมัฏฐานไปยังสถานที่ต่างๆ รวมถึงกัมพูชา พม่า และอินเดีย จนในที่สุดมาจำพรรษาที่สำนักสงฆ์แม่ชีขาว จ.สมุทรปราการ
ณ สถานที่นี้เอง เริ่มก่อตั้งสำนักสงฆ์ที่เน้นวัตรปฏิบัติธรรม อาจสืบเนื่องจากได้นิมิตว่าเป็นบริเวณที่บรรจุพระบรมธาตุ
การให้ชื่อวัดว่า “วัดอโศการาม” ประสงค์จะให้เป็นอนุสรณ์ระลึกถึงคุณของพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ของอินเดียที่ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนามายังแถบเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย ได้ก่อสร้างรูปเหมือนพระเจ้าอโศกมหาราช และสร้างเสนาสนะต่างๆ จนพัฒนาเป็น “วัดอโศการาม” ที่รุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้
นับเป็นพระสุปฏิปันโน ผู้ประพฤติดีประพฤติชอบ เป็นพระเกจิสายกัมมัฏฐานที่เคร่งครัด เข้มขลัง และทรงอภิญญา เป็นที่เลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนทั่วหล้า
สมณศักดิ์สุดท้าย ในปี พ.ศ.2500 ได้รับพระราชทานเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระสุทธิธรรมรังสี
คืนวันอังคารที่ 25 เม.ย.2504 นั่งสนทนาธรรมอยู่กับลูกศิษย์ ให้จดบันทึกเรื่องอริยสัจจ์ จนถึงเวลาประมาณ 22.00 น. จึงเข้าไปพักโดยมีอาการปกติทุกอย่าง บทความที่ให้บันทึกแก้ไขเพิ่มเติม ในหนังสือสังฆกิจและมูลกัมมัฏฐานเป็นบันทึกธรรมครั้งสุดท้ายที่เมตตาฝากไว้
ครั้นรุ่งเช้าวันพุธที่ 26 เม.ย.2504 คณะศิษย์รอถวายจังหันหลวงพ่อลีตามปกติ รออยู่จนสาย จึงได้ไปที่กุฏิ เห็นว่าเงียบผิดปกติ จึงเปิดหน้าต่างแล้วเข้าไปดู ปรากฏว่าท่านมรณภาพลงอย่างสงบ สิริอายุ 55 ปี 3 เดือน พรรษา 35 สร้างความอาลัยแก่คณะศิษยานุศิษย์เป็นอย่างยิ่ง
หลังจากมรณภาพไปแล้ว ทุกวันนี้ วัดอโศการาม ยังคงได้รับการพัฒนาสืบต่อมาโดยลำดับ ขยายพื้นที่ พร้อมสร้างพระธุตังคเจดีย์ ที่ได้วางแบบเอาไว้จนสำเร็จลุล่วง เป็นปูชนียสถานประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และใช้เป็นสถานปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานภาวนา โดยเฉพาะ “หลักอานาปานสติกัมมัฏฐาน” ที่ท่านวางรากฐานไว้
ชื่อเสียงและเกียรติคุณ ยังคงอยู่ในจิตใจของพุทธศาสนิกชน ซึ่งเวียนมาสักการะรำลึกถึงยังวัดอโศการามอยู่ประจำ