อําเภอนาดูน อยู่ห่างจากตัวจังหวัดมหาสารคาม ประมาณ 64 กิโลเมตร อดีตเคยเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่มีประวัติ อันยาวนาน สถานที่ตั้งของ อ.นาดูน ในปัจจุบัน คือ “นครจัมปาศรี” ที่เคยเจริญรุ่งเรืองในสมัยทวารวดี เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 13-15 ที่ผ่านมา ในเขตพื้นที่ อ.นาดูน ได้มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีมากมาย โดยเฉพาะการขุดพบพระกรุในพื้นที่หลายครั้งแต่จำนวนไม่มากนัก

แต่ที่มีการแตกกรุครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์โด่งดัง เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ คือ วันที่ 22 พ.ค.2522 มีชาวบ้านแอบลักลอบขุดค้นที่บริเวณเนินดิน ในที่นาของ นายทองดี ปะวะภูตา ราษฎรบ้านนาดูน ห่างจากที่ว่าการอำเภอนาดูน ประมาณ 2 กิโลเมตร ที่ดินตรงนั้นมีลักษณะเป็นเนินดินสูงจากระดับที่ทำนาประมาณ 1 เมตร
กระแสข่าวลือกรุพระแตกสะพัดออกไปอย่างรวดเร็วจึงมีประชาชนจากทั่วสารทิศหลายพันคนหลั่งไหลมาแย่งกันขุดค้นหาวัตถุโบราณกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน ต่างได้พระพิมพ์ไปมากบ้างน้อยบ้าง จนถึงวันที่ 26 พ.ค. หน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น (ขณะนั้น) ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาคลุมพื้นที่ และดำเนินการขุดค้นซากโบราณสถานแห่งนี้ตามหลักวิชาการ

จากการขุดเจาะบริเวณตรงกลางเนินดิน ปรากฏว่าพบโบราณวัตถุประกอบด้วย พระพิมพ์ดินเผา ลักษณะสมบูรณ์จำนวน 887 ชิ้น และไม่สมบูรณ์แตกหักจำนวน 117 ถุง (18,257 ชิ้น) ยอดสถูปสำริด 1 ชิ้น แผ่นทองคำ 2 ชิ้น และพบจารึกที่อยู่ด้านหลังพระพิมพ์ดินเผาบางชิ้น สำคัญที่สุดคือพบสถูปสำริดทรงระฆัง ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 1 องค์ มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาวขุ่นขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารหักครึ่ง หล่อเลี้ยงด้วยน้ำมันจันทน์เมื่อเปิดออกมีกลิ่นหอม
ส่วนที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเป็นผอบซ้อน 3 ชั้นคือ ชั้นที่ 1 สำริด ชั้นที่ 2 เงิน และชั้นที่ 3 ทองคำ ทุกผอบมีฝาปิดมิดชิด การพบพระบรมสารีริกธาตุนับเป็นนิมิตหมายที่ดี
ต่อมาจังหวัดมหาสารคาม มีการสร้างพระบรมธาตุขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบไว้เป็นการถาวร โดยสร้างอยู่ห่างจากสถานที่ขุดพบประมาณ 2 กิโลเมตร กรมศิลปากรเป็น ผู้ออกแบบโดยประยุกต์เอารูปทรงของสถูปสำริดที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบกับลักษณะศิลปกรรมแบบทวารวดี มาเป็นแบบในการสร้างพระบรมธาตุนาดูน การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2530

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานไว้บนพระธาตุ
ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เป็นพุทธมณฑลอีสาน เป็นศูนย์รวมใจพุทธศาสนิกชนชาวมหาสารคามและชาวอีสาน ตลอดปีจะมีการจัดงานแสวงบุญปฏิบัติธรรมในวันสำคัญทางพุทธศาสนาและจัดงานนมัสการพระบรมธาตุนาดูน รวมทั้งจัดพิธีบวงสรวงสถานที่ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุทุกปี พระบรมธาตุนาดูน จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาและวัฒนธรรม ในแต่ละปีจะมีพุทธศาสนิกชนเดินทางเข้ามากราบไหว้สักการะเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะช่วงวันหยุดและวันนักขัตฤกษ์
ตลอดเวลาทางมูลนิธิพระบรมธาตุนาดูน ได้มีการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่โดยรอบองค์พระบรมธาตุหลายอย่าง อาทิ จัดสวนปลูกต้นไม้ให้เกิดความร่มรื่นสวยงามเป็นที่พักผ่อนของพุทธศาสนิกชนมีการสร้างสังเวชนียสถาน 4 ตำบล เพื่อให้พุทธศาสนิกชนน้อมรำลึกถึงความเพียรขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากว่าจะตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นต้น

โครงการพัฒนาล่าสุด คือ การจัดสร้าง “อุทยานพระนาดูน” ที่บริเวณพื้นที่ด้านข้างองค์พระบรมพระธาตุนาดูน ในรูปแบบสวนพุทธศิลป์ สิ้นงบก่อสร้างกว่า 35 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์พุทธศิลป์ “พระพิมพ์นาดูน” ให้เป็นที่รู้จักและศึกษาในรูปแบบพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง โดยมีการจำลองพระพิมพ์กรุพระบรมธาตุนาดูนที่เคยขุดพบเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ติดตั้งไว้ตามมุมต่างรวม 23 พิมพ์ พร้อมติดป้ายให้ความรู้ว่าเป็นพระพิมพ์อะไร เป็นการนำเสนอแบบพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง
รวมทั้งการนำเสนอในรูปแบบ AI ผ่านแอปพลิเคชั่นไตรเทพศิลป์ ซึ่งเมื่อติดตั้งแอปพลิเคชั่น แล้วนำสมาร์ตโฟนสแกนคิวอาร์โค้ด ก็จะปรากฏภาพเรื่องราวต่างๆ ในตำนานที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนั้น ยังมีน้ำตก สวนไม้ดอกไม้ประดับ สวนหิน การพ่นไอหมอก มีร้านจำหน่ายของที่ระลึก ร้านกาแฟ และถ้ำเบญจวิจิตร เป็นต้น

อุทยานแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การเรียนรู้ควบคู่กับการพักผ่อนหย่อนใจ และเพื่อให้พื้นที่โดยรอบพระบรมธาตุนาดูน เป็นแลนด์มาร์กที่สำคัญของจังหวัดมหาสารคาม และภูมิภาคอีสาน รวมทั้งเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เกิดความร่มรื่น เป็นสวนป่าธรรมชาติ ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนพระกรุพระธาตุนาดูน พุทธศิลปทวารวดี และได้ทำพิธีเปิดไปแล้ว เมื่อวันที่ 16 เม.ย.2568 ที่ผ่านมา มีนายวิบูลย์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธาน
ขอเชิญนักท่องเที่ยวสายธรรมไม่ควรพลาด เมื่อเข้ามาสักการะพระบรมธาตุนาดูนแล้วก็แวะเข้าอุทยานพระนาดูน ได้ความรู้ควบคู่กับการพักผ่อนหย่อนใจ
เชิด ขันตี ณ พล