“พระธรรมมุนี” หรือ “หลวงพ่อแพ เขมังกโร” อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดังวัดพิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี
มีนามเดิมว่า แพ ใจมั่นคง เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 1 ม.ค.2448 ณ บ้านสวนกล้วย เลขที่ 93/3 หมู่ที่ 3 ต.พิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี
เมื่ออายุ 8 เดือน มารดาถึงแก่กรรม ดังนั้น นายบุญและนางเพียร ขำวิบูลย์ มีศักดิ์เป็นอา ได้ขอรับอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม
อายุ 11 ขวบ บิดา-มารดาบุญธรรมนำไปฝากอยู่วัดกับสำนักอาจารย์ป้อมเพื่อศึกษาเล่าเรียน พออายุครบ 14 ปีจึงส่งไปศึกษาต่อที่สำนักวัดอาจารย์สม พระภิกษุชาวเขมร วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ

เข้าพิธีบรรพชาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 เม.ย.2463 ที่วัดพิกุลทอง ต.พิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี โดยมีพระอธิการพัน จันทสโร เจ้าอาวาสวัดพิกุลทองขณะนั้น เป็นพระอุปัชฌาย์
ครั้นเป็นสามเณรเดินทางกลับไปอยู่วัดชนะสงครามตามเดิม จนเมื่อปี พ.ศ.2466 สอบไล่นักธรรมชั้นตรีได้
นอกจากนี้ ยังสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค จากนั้นไปเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นศิษย์ของสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี)
เข้าพิธีอุปสมบทเมื่ออายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ วันพุธที่ 21 เม.ย.2469 ที่อุโบสถวัดพิกุลทอง มี พระมงคลทิพย์มุนี เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสิทธิเดช วัดชนะสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ ท่านเจ้าอธิการอ่อน วัดจำปาทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ในปี พ.ศ.2474 พระอาจารย์หยด พวงมสิต เจ้าอาวาสวัดพิกุลทองลาสิกขา ทำให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลง ชาวบ้านจึงได้นิมนต์ให้พระแพมารับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส
เห็นว่าวัดพิกุลทองเป็นวัดบ้านเกิดเมืองนอน ตอนนี้เสนาสนะชำรุดทรุดโทรมมาก โดยเฉพาะพระอุโบสถซึ่งสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2440
จึงตัดสินใจสร้างอุโบสถหลังใหม่ ในวันเพ็ญเดือน 3 ตรงกับวันมาฆบูชา เพื่อให้เพียงพอสำหรับพระภิกษุและสามเณรที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น และในวันสำคัญทางศาสนา ประชาชนจะได้มีโอกาสเข้าร่วมบำเพ็ญกุศลในอุโบสถได้มากขึ้นด้วย

ด้านการศึกษา จัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม เปิดสอนแผนกธรรมและบาลีขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2475
ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2483 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ และเป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง พ.ศ.2484 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอท่าช้าง
พ.ศ.2525 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2521 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระสุนทรธรรมภาณี พ.ศ.2530 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชสิงหคณาจารย์ พ.ศ.2535 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพสิงหบุราจารย์
พ.ศ.2539 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมมุนี
ตลอดชีวิตได้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาอย่างอเนกอนันต์ จนได้รับความเคารพยกย่องถึงกับมีการขนานนามว่า “เทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำน้อย”
วันพุธที่ 10 ก.พ.2542 ละสังขารอย่างสงบ ณ โรงพยาบาลสิงห์บุรี สิริอายุ 94 ปี พรรษา 73
มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั่วประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง วัตถุมงคลสร้างและปลุกเสกเอาไว้มากมายหลายชนิด ทั้งในนามวัดพิกุลทอง และต่างวัดที่มาขอความอนุเคราะห์ ตลอดทั้งหน่วยงานราชการและเอกชน ล้วนแต่โดดเด่นรอบด้านเป็นที่เลื่องลือมาช้านาน
นอกเหนือจากเหรียญรุ่นแรกที่ได้รับความนิยมสูง “พระสมเด็จทองเหลือง”

สร้างโดยจำลองแบบมาจากพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2494 เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูศรีพรหมโสภิต เป็นเนื้อทองเหลืองแบบเนื้อขันลงหิน มีลักษณะพิเศษคือ จะปรากฏเกล็ดทองทั่วองค์พระ มี 2 พิมพ์คือ พิมพ์ลึกและพิมพ์ตื้น
ลักษณะเป็นพระเครื่องแบบหล่อโบราณ รูปทรงสี่เหลี่ยม
ด้านหน้าเป็นรูปจำลององค์พระประธานประทับนั่งปางสมาธิ เหนืออาสนะฐานบัว ภายในซุ้มครอบแก้ว มีฐานบัลลังก์รองรับ 2 ชั้น ระหว่างฐานทั้งสองมีเส้นฐานแซม พระพักตร์แบบผลมะตูม พระเกตุมาลาเป็นต่อม รัศมีเป็นดอกบัวตูม พระกรรณยาว พระอุระปรากฏเส้นสังฆาฏิชัดเจนและยาวลงมาจรดพระหัตถ์
ด้านหลังตรงกลางเป็นยันต์ตัวพุดซ้อนกัน 3 ตัว เรียกว่า ยันต์พุดซ้อน ใต้ยันต์เป็นอักขระขอม 3 ตัว
ถือเป็นวัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมกันอย่างกว้างขวาง