“หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ” พระวิปัสสนาอาจารย์ชื่อดังวัดสะแก อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา มีวัตรปฏิบัติดี เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม วัตถุมงคลและเครื่องรางที่อธิษฐานจิตปลุกเสกโด่งดังทั่วประเทศ
ที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ “พระเหนือพรหมเนื้อผง”
มูลเหตุการสร้างมาจากบทพระพุทธมนต์ “พาหุง” ในบทที่ 8 ใจความว่า “…ทุคคาหะ ทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะ…”

แปลว่า เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะ ผกาพรหม ผู้มีทิฏฐิแรงกล้าสำคัญว่าตนเป็นผู้ที่มีความสำคัญที่สุด แต่พระพุทธเจ้าทรงสามารถทำให้ยอมละทิ้งทิฏฐิมานะ และยอมว่าพระพุทธเจ้าสูงกว่า
ถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะทิฏฐิมานะของคน
หลวงปู่ดู่ ซาบซึ้งในบทพระพุทธมนต์บทนี้ จึงจัดสร้าง “พระเหนือพรหม”
รูปแบบจะเป็นพระพรหมมี 4 พระพักตร์ และมีรูปพระพุทธองค์อยู่บนเศียรพระพรหม
จัดสร้างช่วงแรกปี 2517 มีเนื้อเดียว คือ “เนื้อผงสีขาว” หรือที่เรียกกันว่า “ผงมหาจักรพรรดิ” ที่หลวงปู่ดู่ลบผงด้วยตัวท่านเอง พระบางองค์มีคราบสีเหลือง เพราะนำพระเหนือพรหมแช่น้ำชาที่ชงดื่ม

หลังจากนั้นปี 2531 หลวงปู่ดู่ จึงสร้างพระเหนือพรหมขึ้นมาอย่างเป็นทางการอีกรุ่น ที่พิเศษของรุ่นนี้ คือ ผสมเส้นเกศาลงไปด้วย พิมพ์ทรงลักษณะเดิม เปลี่ยนแปลงเพียงแค่รูปในหน้าพระพรหมที่มีความคมชัดมากกว่ารุ่นแรก อีกยังสร้างเป็นเนื้อโลหะผสมที่มีรูปทรงเดียวกันอีกด้วย
“พระเหนือพรหมเนื้อผง” ในยุคแรกนั้น จะไม่ปั๊มยันต์หมึกรูปกงจักร ซึ่งปั๊มหลังจากมรณภาพและคณะกรรมการวัดสะแกในสมัยนั้น เข้าไปสำรวจทรัพย์สินทั้งหมด และจึงทำยันต์ปั๊มออกมา เพื่อป้องกันการปลอมแปลง
มีชาติกำเนิดในสกุล “หนูศรี” เกิดวันศุกร์ที่ 10 พ.ค.2447 ตรงกับวันวิสาขบูชา ที่บ้านข้าวเม่า อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา
มารดาถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเป็นทารก ต่อมาบิดาจากไปเมื่ออายุเพียง 4 ขวบ จึงอาศัยอยู่กับยาย โดยมีพี่สาวเป็นผู้ดูแล

อายุ 21 ปี อุปสมบทที่วัดสะแก อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงพ่อฉาย วัดกลางคลองบัว เป็นพระอนุสาวนาจารย์
พรรษาแรก ศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดประดู่ทรงธรรมกับเจ้าคุณเนื่อง, พระครูชม และหลวงพ่อรอด (เสือ) เป็นต้น
ด้านการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานศึกษากับหลวงพ่อกลั่น และหลวงพ่อเภา ซึ่งมีศักดิ์เป็นอา รวมทั้งตำรับตำราที่มีอยู่ จากชาดกบ้าง ธรรมบทบ้าง และเดินทางไปหาความรู้เพิ่มเติมจากพระอาจารย์อีกหลายท่านที่ จ.สุพรรณบุรี และสระบุรี
พรรษาที่ 3 เดินธุดงค์จากอยุธยามุ่งตรงสู่สระบุรี จากนั้นไปยังสิงห์บุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน กระทั่งอาพาธด้วยโรคเหน็บชาจึงพักธุดงค์

ทั้งนี้ ตัดสินใจไม่รับกิจนิมนต์นอกวัด ตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.2490 และถือข้อวัตรฉันอาหารมื้อเดียวมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.2500 ต่อมาภายหลังในปี พ.ศ.2525 ศิษย์ต้องกราบนิมนต์ให้ฉัน 2 มื้อ
เป็นแบบอย่างของผู้มักน้อยสันโดษ ใช้ชีวิตเรียบง่าย แม้ในห้องที่ท่านจำวัด มีผู้ปวารณาจะถวายเครื่องใช้และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ ส่วนใหญ่ท่านจะปฏิเสธ
ย้ำเสมอว่าเป็นพระบ้านนอกไม่มีความรู้ ดังนั้น เวลาพูดจาสนทนากับลูกศิษย์ ก็พูดกันแบบชาวบ้านๆ ไม่มีพิธีรีตองหรือวางเนื้อวางตัว
หากมีผู้สนใจการปฏิบัติกัมมัฏฐาน จะเมตตาสนทนาธรรมเป็นพิเศษอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย
ให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องของการปฏิบัติสมาธิภาวนา ถึงกับเมตตาให้ใช้ห้องส่วนตัวที่จำวัดเป็นที่รับรองสานุศิษย์และผู้สนใจได้ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม
หากลูกศิษย์คนใดสนใจขวนขวายปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง จะส่งเสริมสนับสนุนและให้กำลังใจ ที่สำคัญ ไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติธรรมของสำนักอื่นในเชิงลบหลู่ หรือเปรียบเทียบดูถูกดูหมิ่น
ไม่ได้ตั้งตัวเป็นเกจิอาจารย์ ท่านสร้างหรืออนุญาตให้สร้างพระเครื่อง ด้วยเห็นประโยชน์ เนื่องจากบุคคลจำนวนมากยังขาดที่ยึดเหนี่ยวทางใจ กุศโลบายที่แท้จริง คือ มุ่งหวังให้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติภาวนา มีพุทธานุสติ เป็นต้น
มรณภาพอย่างสงบ ด้วยโรคหัวใจ วันอังคารที่ 17 ม.ค.2533
สิริอายุ 85 ปี พรรษา 65