การไหว้พระทำบุญเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมยอดนิยม เมื่อมีเวลาว่างหลายคน มักเดินทางไปไหว้พระตามสถานที่ต่างๆ เพื่อขอพร ขอโชคลาภ และเสริมสิริมงคล คนที่มีความทุกข์ ทำอะไรไม่เป็นดังใจ มีเหตุให้ติดขัดกับเรื่องต่างๆ ดังนั้น การไหว้พระ สามารถช่วยบรรเทาความไม่สบายใจ แก้ดวงตก ล้างอาถรรพ์ ปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกจากชีวิต พร้อมหนุนบารมีให้ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง

หลายท่านมีเวลาว่าง ควรหาโอกาสไปกราบพระขอพร

พระแก้วมรกต

ชวนกันมา พากันมู(เตลู)

“พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” หรือ “พระแก้วมรกต” เป็นพระประธานคู่บ้านคู่เมืองปางสมาธิ ทำด้วยมณีสีเขียวเนื้อเดียวกันทั้งองค์ หน้าตักกว้าง 48.3 เซนติเมตร สูงตั้งแต่ฐานถึงยอดพระเศียร 66 เซนติเมตร ประดิษฐานอยู่ในบุษบกทองคำ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พอรวบรวมได้ว่าองค์พระแก้วมรกตสร้างขึ้นในประมาณปี พ.ศ.500 โดยพระนาคเสนเถระ เมืองปาฏลีบุตร อินเดีย เข้ามาสู่ดินแดนของไทยครั้งแรกในอาณาจักรอโยธยา

จากนั้นอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระแก้วเมืองชากังราว หรือกำแพงเพชร จากกำแพงเพชรได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระแก้วเชียงรายเป็นเวลา 45 ปี จากนั้นก็อัญเชิญลงมาประดิษฐานที่ลำปางอีก 32 ปี จากลำปางอัญเชิญขึ้นเหนือไปประดิษฐานที่วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ เป็นเวลา 85 ปี

จากเชียงใหม่ไปประดิษฐานที่เมืองเวียงจันทน์ 225 ปี แต่เก่าก่อนตอนปลายสมัยอยุธยา เมืองเวียงจันทน์ตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา ครั้งเมื่อกรุงศรีอยุธยามีศึกหนักกับพม่าจนตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ทางเวียงจันทน์ถือโอกาสแข็งเมืองแยกตัวเป็นอิสระ

จนกระทั่งพระเจ้าตากกอบกู้เอกราชและตั้งราชธานีใหม่ จึงได้ส่งเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกไปตีเมืองเวียงจันทน์ให้กลับมาเป็นเมืองขึ้นเหมือนเดิม ศึกครั้งนั้นทัพของเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้รับชัยชนะโดยเด็ดขาด ก่อนได้อัญเชิญพระแก้วมรกตกลับคืนสู่แผ่นดินไทย

ครั้งแรกเมื่ออัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมายังประเทศไทยในสมัยกรุงธนบุรี อัญเชิญประดิษฐานไว้ที่วิหารน้อยวัดอรุณราชวราราม ประดิษฐานอยู่ที่วัดอรุณฯ เป็นเวลา 5 ปี

เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เมื่อชนะศึกเมืองเวียงจันทน์ อัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมาก็เกิดความยินดี ดั่งว่าพระแก้วมรกต เป็นพระคู่บารมีคู่บ้านคู่เมือง ครั้นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ได้สำเร็จ และตั้งเมืองขึ้นใหม่มีชื่อว่า กรุงรัตนโกสินทร์

รวมระยะเวลาที่องค์พระแก้วมรกต ประดิษฐานอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่พ.ศ.2321 จนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลา 227 ปี

เข้าไปกราบสักการะขอพรพระแก้วมรกต ณ พระอุโบสถ เชื่อกันว่า จะทำให้จิตใจสะอาดผ่องใส ดุจรัตนตรัย

พระพุทธชินราช

ชวนกันมา พากันมู(เตลู)

“พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.พิษณุโลก” เป็นพระพุทธรูปสำคัญ มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในประเทศไทย

ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารใหญ่ด้านทิศตะวันตกของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นด้านหน้าวัด ผินพระพักตร์ไปทางแม่น้ำ เป็นพระพุทธรูปที่มีส่วนสัดสมตามแบบปฏิมากรรม มีลักษณะงดงามมากองค์หนึ่งในประเทศไทย

ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตรัสยกย่องสรรเสริญพระพุทธชินราช ว่า “งามหาพระพุทธรูปองค์ใดเปรียบมิได้ เป็นพระพุทธปฏิมากรดีล้ำเลิศ ประกอบไปด้วยพุทธลักษณะอันประเสริฐ มีสิริอันเทพยดาหากอภิบาลรักษา ย่อมเป็นที่สักการบูชานับถือแต่โบราณ”

พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว มีส่วนสูงตั้งแต่หน้าตักถึงพระเกศ 7 ศอก พระพักตร์ทรงรูปไข่ หรือเรียกว่า รูปหน้านาง ที่แสกพระพักตร์มีเครื่องหมายศูลประดับด้วยเพชร แสดงให้เห็นเป็นอุณาโลม

การสร้างใช้วิธีหล่อเป็นท่อนๆ ด้วยทองสัมฤทธิ์ตลอดทั้งองค์ นิ้วพระพักตร์และพระบาทเสมอกัน แต่แรกสร้างนั้นยังไม่ได้ปิดทอง คงขัดเกลี้ยงแบบทองสัมฤทธิ์เท่านั้น

ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างพระพุทธชินราชในปีใด แต่มีการสันนิษฐานโดยอ้างอิงตามพงศาวดาร คาดว่าน่าจะสร้างพร้อมกับ พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท)

พระพุทธรูปนี้ แสดงออกซึ่งความสงบเย็น ความมีสติปัญญา ความเมตตาอันหาที่เปรียบไม่ได้ ถือเป็นความอัศจรรย์ที่คนไทยเมื่อประมาณพันปีล่วงมาแล้ว มีความสามารถอย่างสูงส่ง ที่สามารถนำเอาพุทธจริยาทั้งสามประการ คือ พระมหากรุณาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระปัญญาธิคุณ ซึ่งเป็นนามธรรม ถ่ายทอดเป็นรูปลักษณะของมนุษย์ที่ปั้นหล่อ ให้มองเห็นในความรู้สึกส่วนลึกของผู้ที่ประสบพบเห็นได้เช่นที่ปรากฏในพุทธลักษณะของพุทธชินราชนี้

พระพุทธชินราช นอกจากเป็นพระปฏิมากรที่มีลักษณะงดงามอย่างยอดเยี่ยมแล้ว ยังเป็นพระพุทธรูปที่ทรงมีพระปาฏิหาริย์เป็นอัศจรรย์อีกมากมายหลายอย่าง

ปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่นิยมกราบไหว้ขอพร

หลวงพ่อโสธร

ชวนกันมา พากันมู(เตลู)

หากกล่าวถึง “พระพุทธรูป” ที่ได้รับความนับถือและเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดองค์หนึ่งในประเทศไทย ต้องยกให้ “หลวงพ่อโสธร” แห่งวัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา

“หลวงพ่อพระพุทธโสธร” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของฉะเชิงเทรา เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ คือ มีพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิเพชร พระชงฆ์ขวาทับพระชงฆ์ซ้าย พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้ายวางซ้อนกันอยู่บนพระเพลา มีส่วนสูง 6 ฟุต 7 นิ้ว พระเพลากว้าง 5 ฟุต 6 นิ้ว

ทรงจีวรบางแนบองค์ ประทับอยู่เหนือรัตนบัลลังก์ 4 ชั้น ปูลาดด้วยผ้าทิพย์ มีความหมายถึงการอยู่สูงสุด ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร บนแท่นชุกชีรวมทั้งหมด 18 องค์ หลวงพ่อโสธรอยู่ตรงกลาง

เล่าขานสืบต่อกันมาว่า หลวงพ่อโสธร เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปที่ลอยน้ำมา แล้วชาวบ้านอัญเชิญขึ้นจากน้ำ อาราธนาขึ้นประดิษฐานในพระอุโบสถ เมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 5 ราวปี พ.ศ.2313 ต้นสมัยกรุงธนบุรี เรียกชื่อ “หลวงพ่อโสธร” สืบมา

แต่เดิม ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์หลังเก่าที่มีขนาดเล็ก รวมกับพระพุทธรูปอื่นๆ 18 องค์

กระทั่งในปี พ.ศ.2509 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาที่วัดแห่งนี้ มีพระราชปรารภเรื่องความคับแคบของพระอุโบสถเดิม

พระพรหมคุณาภรณ์ (เจียม จิรปุญโญ) อดีตเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา และอดีตเจ้าอาวาส จึงได้รวบรวมเงินบริจาคเพื่อจัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ ด้วยการสร้างขึ้นครอบพระอุโบสถหลังเดิม ใช้เทคนิควิศวกรรมสมัยใหม่ โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายองค์หลวงพ่อพุทธโสธร และพระพุทธรูปทั้ง 18 องค์

วัดโสธรฯ สถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อโสธร

เป็นพระพุทธรูปคู่เมืองแปดริ้ว ฉะเชิงเทรา มาตราบทุกวันนี้

เข้าไปกราบสักการะขอพรหลวงพ่อโสธร เพื่อขอบารมีจากหลวงพ่อปกป้องคุ้มครอง หรือรักษาโรคภัยให้หายขาด รวมถึงทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน