“หลวงพ่อเนียม ธัมมโชติ” วัดน้อย ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งสุพรรณบุรี เป็นที่นับถือโดยทั่วไป
เกิดเมื่อปี พ.ศ.2372 ในรัชกาลที่ 3 กรุงรัตนโกสินทร์ บิดาเป็นชาวบ้านซ่อง ต.มดแดง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี มารดาเป็นชาวป่าพฤกษ์ ต.ตะค่า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
การศึกษาสมัยนั้นไม่มีโรงเรียน จึงมีชีวิตคลุกคลีอยู่กับวัด เรียนอักขระขอมและภาษาบาลีจากวัดข้างเคียงที่ให้กำเนิด เมื่ออายุครบบวชเข้าพิธีอุปสมบทวัดใกล้บ้าน เมื่อประมาณ พ.ศ.2392

จากนั้นเดินทางเข้าสู่เมืองบางกอก เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม มูลกัจจายนสูตร วิปัสสนากัมมัฏฐาน และวิทยาคมจากสำนักต่างๆ ซึ่งไม่ปรากฏแน่ชัดเช่นกันว่าพำนักอยู่ที่วัดใดและเป็นศิษย์สำนักใด บ้างก็ว่าอยู่วัดพระพิเรนทร์ บ้างก็ว่าวัดโพธิ์ วัดทองธรรมชาติ หรือวัดระฆังโฆสิตาราม
แต่ในสมัยนั้นถ้าจะกล่าวถึงพระเกจิ ต้องยกให้เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังฯ, หลวงปู่ช่วง วัดรังสี (ปัจจุบันรวมเป็นวัดเดียวกับวัดบวรฯ), หลวงปู่คำ วัดอัมรินทร์ และหลวงปู่จันทร์ วัดพลับ

ราว พ.ศ.2412 กลับมาอยู่สุพรรณบุรี หลังจากไปอยู่ในกรุงเทพฯ-ธนบุรี นานเกือบ 20 ปี นับว่านานโข ในการกลับมาตอนต้น ไม่ได้มาอยู่วัดที่อุปสมบท ขึ้นมาอยู่ที่วัดรอเจริญ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี อยู่ได้ไม่นานเกิดขัดใจกับเจ้าอาวาส จึงคิดจะไปจำพรรษาที่วัดป่าพฤกษ์ใกล้บ้านเกิด
ขณะนั้นวัดน้อย ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า สุพรรณบุรี ซึ่งอยู่เหนือวัดรอเจริญไปไม่ไกลนัก เป็นวัดมีสภาพร้าง สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ยังคงเหลืออยู่เพียงวิหารเก่าเท่านั้น ชาวบ้านมีความประสงค์จะบูรณะซ่อมแซม ให้พ้นสภาพวัดร้างขึ้นมาใหม่
วัดน้อยมีสภาพดีขึ้นเป็นลำดับ มีพระภิกษุ-สามเณรมาจำพรรษามากขึ้นทั้งใกล้และไกล

มีความชำนาญทางวิปัสสนาธุระ สำเร็จวาโยกสิณ มีอภิญญาสูง เป็นที่เคารพศรัทธา แม้แต่สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสเทโว) วัดสุทัศนเทพวราราม, หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว และหลวงพ่อทับ วัดทอง ยอดพระเกจิชื่อดังยังให้ความเคารพนับถือ และมีพระเครื่องของท่านสะสมไว้
นอกจากนี้ ยังเป็นอาจารย์ของพระอมตเถระหลายรูป อาทิ หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน, หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นต้น เชื่อกันว่าวิชาสายหลวงพ่อสด และวิชาสายหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ มีต้นกำเนิดมาจากหลวงปู่เนียมที่รับช่วงกันมา
กิจวัตรประจำวันระหว่างเข้าพรรษา จะตื่นแต่เช้ามืด ครองจีวรแล้วปลงอาบัติ เสร็จแล้วนั่งสนทนากับภิกษุในวัด เป็นการอบรม พอฟ้าแจ้งจึงออกไปบิณฑบาต แต่ในระยะหลังไม่ค่อยได้ออกไปบิณฑบาต ด้วยเพราะชราภาพมากแล้ว
มรณภาพเมื่อวันที่ 17 พ.ย.2452 สิริอายุ 80 ปี พรรษา 60
สำหรับวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นนั้นมีมากมายหลายแบบหลายพิมพ์ แต่ที่ได้รับความนิยมสูง อาทิ พระพิมพ์งบน้ำอ้อย พระพิมพ์มารวิชัยเศียรโล้น และพิมพ์เศียรแหลม
โดยเฉพาะพระพิมพ์งบน้ำอ้อย แบ่งได้เป็น 3 พิมพ์คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง และพิมพ์เล็ก


จัดสร้างเป็นเนื้อชินตะกั่วผสมปรอท ซึ่งการทำให้ปรอทแข็งตัวในสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ว่ากันว่าต้องใช้วิทยาคมและต้องมีส่วนผสมเฉพาะ ที่สำคัญต้องทำในฤดูฝน ด้วยใบแตงหนูจะขึ้นเฉพาะในฤดูฝนเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมสำคัญอย่างใบสลอดและข้าวสุก
จะนำใบแตงหนู ใบสลอดและข้าวสุก นำมาโขลกปนกันเป็นการไล่ขี้ปรอทออกให้หมด เพื่อให้ได้ปรอทขาวที่สุด ซึ่งจะต้องโขลกและกวนส่วนผสมอยู่ถึง 7 วัน จึงจะเข้ากันดี พอครบ 7 วัน นำส่วนผสมไปตากแดด แล้วนำมากวนต่อจนเข้ากันดี เสร็จแล้วจึงนำมาแยกชั่งเป็นส่วน ส่วนละ 1 บาท (ขนาดเหรียญบาท)
จากนั้นนำไปใส่ครกหิน เติมกำมะถัน และจุนสีโขลกให้เข้ากัน ซึ่งต้องทำตอนกลางคืน ทำอยู่เช่นนั้น 3 คืน แล้วจึงนำปรอทใส่ลงไปในกระปุกเหล้าเกาเหลียง ผสมกับตะกั่วเอาเข้าไปสุมอยู่อีก 7 วัน โดยจะสุมไฟเฉพาะตอนกลางวัน
ส่วนกลางคืนจะทำพิธีปลุกเสกด้วยพระคาถาอาคม พอครบ 7 ไฟก็เทลงแม่พิมพ์
แม้รูปทรงจะดูไม่สวยงาม แต่โดดเด่น และได้รับความนิยมสูงสุด