“วัดศีรษะทอง” ต.ห้วยตะโก อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้าง ในฐานะเจ้าตำรับ “พระราหูอมจันทร์” เครื่องรางด้านโชคลาภ และเสริมดวงชะตา

รายงานพิเศษ

วัดศีรษะทอง

 

ในยุค “หลวงพ่อน้อย คันธโชโต” อดีตเจ้าอาวาส เป็นช่วงมีการสร้างพระราหูจากกะลาตาเดียวมากที่สุดได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในเบญจภาคีเครื่องรางของขลัง

รายงานพิเศษ

หลวงพ่อน้อย คันธโชโต

 

มีนามเดิมว่า น้อย นาวารัตน์ เกิดเมื่อวันที่ 14 ก.พ.2435 ตรงกับวันแรม 13 ค่ำ ปีมะโรง ที่บ้านตำบลศีรษะทอง

บิดาเป็นหมอรักษาโรคแบบแผนโบราณและเป็นหมอไสยศาสตร์ ที่เก่งกล้าทางอาคม ชาวบ้านเรียกกันว่า “พ่อหมอ” อยู่ยงคงกระพัน ขนาดเอามีดคมสับเนื้อหนังตัวเองให้ดูได้สบาย ไม่ระคายเคืองผิวหนัง

สมัยที่ยังอยู่ในเพศฆราวาส กล่าวกันว่า เป็นผู้ที่มีความขยันขันแข็ง ช่วยครอบครัวทำนาปลูกผักอยู่เป็นประจำ ครั้นว่างจากงานก็ศึกษาอักขระเลขยันต์คาถาอาคมไสยศาสตร์ ตลอดจนตำรับยาจากบิดาจนเจนจบ

ครั้งเมื่ออายุ 21 ปี เป็นนิมิตหมายที่ดีในวันพฤหัสบดี ขึ้น 12 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 14 เม.ย.2456 เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ด้วยความศรัทธาอันแน่วแน่ที่มีอยู่เป็นนิสัย มีพระอธิการยิ้ว เจ้าอาวาสวัดแค เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการเกิด วัดงิ้วราย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระภิกษุมุน วัดกลางคูเวียง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า คันธโชโต

รายงานพิเศษ

วัดศีรษะทอง

 

อยู่จำพรรษาอยู่ที่วัดแคอยู่ระยะหนึ่งจึงได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดศีรษะทอง ช่วงนั้นหลวงพ่อลีเป็นเจ้าอาวาสอยู่และได้ศึกษาวิชาการต่างๆ ที่ได้สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยที่หลวงพ่อไตรเป็นเจ้าอาวาสวัดศีรษะทอง เช่น วิชาการสร้างวัวธนูและราหูอมจันทร์ เป็นต้น

เมื่อมีพรรษาที่สูงขึ้น พอดีกับพระอธิการช้อยซึ่งเป็นเจ้าอาวาส ได้ลาสิกขาไป บรรดาญาติโยมอุบาสก-อุบาสิกา จึงได้นิมนต์หลวงพ่อน้อยขึ้นเป็นเจ้าอาวาส

ปฏิบัติตนตามสมควร ให้สมกับเจตนาของญาติโยม คอยดูแลและพัฒนาวัดและท้องถิ่นจนมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับ

ทั้งนี้ วัดศีรษะทองสร้างจากความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวลาวที่อพยพมาจากเวียงจันทน์สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในขณะขุดดินเพื่อสร้างวัดก็ได้พบเศียรพระทองจมอยู่ในดิน ซึ่งถือเป็นนิมิตอันดี จึงตั้งชื่อวัดว่า “วัดหัวทอง” ตั้งแต่นั้นมา โดยหลวงพ่อไตร ชาวลาวจากเวียงจันทน์ เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก

จากวัดเล็กๆ ก็ได้พัฒนาขึ้นเรื่อยมา จนถึงสมัยหลวงพ่อน้อยเป็นเจ้าอาวาส ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่วัดและหมู่บ้านเป็นอย่างมาก ทำให้วัดศีรษะทองมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้าง ต่อมาได้รับตำแหน่งเจ้าคณะตำบลเป็นตำแหน่งสุดท้าย

มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2488 สิริอายุ 53 ปี

เครื่องรางนอกเหนือจาก “ราหูอมจันทร์กะลาแกะ” อันโด่งดังแล้วยังสร้าง “พระโคสุลาภ” หรือ “วัวธนู” ที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน

รายงานพิเศษ

พระโคสุลาภ (วัวธนู) หลวงพ่อน้อย

 

วัวธนูสร้างจากครั่งพุทราที่เกาะบนกิ่งและชี้ไปทางทิศตะวันออก การปั้นและปลุกเสกต้องทำให้เสร็จภายในฤกษ์ที่กำหนด

รายงานพิเศษ

พระโคสุลาภ (วัวธนู)
หลวงพ่อน้อย

 

จึงเป็นเครื่องรางที่มีขั้นตอนการสร้างที่ยากลำบากและซับซ้อนมากที่สุด

มีบันทึกไว้ว่า สร้างวัวธนูตามตำราของสมเด็จพระวันรัตน์ วัดป่าแก้ว สมัยกรุงศรีอยุธยา ต้องทำกันในโบสถ์ ต้องเตรียมโรงพิธี เซ่นบัดพลีเจ้าที่เจ้าทาง ล้อมรอบด้วยด้ายสายสิญจน์

ครั้นถึงฤกษ์ที่กำหนด เริ่มพิธีจุดธูปเทียนชัย ซึ่งผู้ที่จะเข้าพิธีปลุกเสกวัวธนูจะต้องเป็นผู้ชาย หากเป็นฆราวาสต้องถือศีลมาก่อน 7 วัน นุ่งขาวห่มขาว และต้องทำให้เสร็จในเวลาที่กำหนด เฉพาะในวันมาฆบูชา หรือวันวิสาขบูชาเท่านั้น

สิ่งที่เตรียมเอาไว้คือ โครงลวด (ทอง เงิน นาก หรือทองแดง) แผ่นโลหะทำตะกรุด ครั่งพุทราเคี่ยวให้เหนียว เมื่อถึงฤกษ์ยามดี ก็จะลงจารอักขระขอมในแผ่นโลหะม้วนเป็นตะกรุด จารด้วยคาถาหัวใจพระสีวลี หรือจารนะ เสร็จแล้วจะส่งให้ผู้เข้าร่วมพิธีเอาครั่งที่เคี่ยวไว้พอกทับปั้นเป็น “วัวธนู”

วัวธนูหลวงพ่อน้อยจะมีขนาดเล็กและใหญ่ต่างกัน หลักพิจารณาคือต้องมีน้ำหนักตึงมือ เนื้อแห้ง แน่นตัว เมื่อใช้กล้องส่องจะเห็นผงเปลือกพุทราผสมอยู่ทั่วตัวสีน้ำตาลอมแดง ผิวหยาบ บางตัวอาจมีปิดทองเก่าเดิมๆ ให้เห็นบางจุด

มีความเชื่อว่า “วัวธนู” ใช้ป้องกันภยันตรายและคุณไสยต่างๆ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน