กรุงเทพฯ ฝั่งพระนคร มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักกันดีของนักท่องเที่ยวทุกคนคงหนีไม่พ้น ‘พระบรมมหาราชวัง’ ศูนย์กลางความงดงามของกรุงรัตนโกสินทร์

แต่หากเดินลัดเลาะผ่านท่าช้าง และตลาดพระเครื่องที่ตั้งเรียงรายแบกะดิน จะถึงบริเวณหน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ พระอารามหลวงอันงดงาม ที่เป็นหน้าเป็นตาของเมืองไทย
“วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์” เขตพระนคร กรุงเทพฯ เป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า วัดสลัก
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งทรงตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ทรงสร้างพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับ และสร้างพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นที่ประทับของสมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล วัดสลักเป็นวัดที่อยู่กึ่งกลางระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังบวรสถานมงคล
สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท โปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดสลัก พ.ศ.2326 พร้อมกับการก่อสร้างพระราชวังบวรสถานมงคล จากนั้นทรงเปลี่ยนชื่อวัดจากวัดสลัก เป็นวัดนิพพานาราม

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ใช้วัดนิพพานารามเป็นสถานที่สังคายนาพระไตรปิฎกใน พ.ศ.2331 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดพระศรีสรรเพชญ
พ.ศ.2346 พระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรมหาวิหาร ตามชื่อวัดในกรุงศรี อยุธยาที่เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช

พ.ศ.2437 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารถาวรวัตถุ เรียกว่า สังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย เพื่อใช้ในงานพระศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร หลังจากนั้น ทรงอุทิศถวายแก่มหาธาตุวิทยาลัย เพื่อเป็นที่เรียนพระปริยัติธรรมชั้นสูง ซึ่งได้พระราชทานนามว่า มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พ.ศ.2439 โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในการบูรณะวัดมหาธาตุและพระราชทานนามว่า วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
ด้วยสถานที่ตั้งของวัดมหาธาตุฯ อยู่ในย่านชุมชนใหญ่ ที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ เข้ามาท่องเที่ยวและมีเส้นทางสัญจรไปมาสะดวก ทำให้มีผู้คนเดินผ่านเข้า-ออกภายในวัดเป็นจำนวนมาก

สำหรับการเดินทางไปวัดมหาธาตุฯ สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวได้ แต่ไม่ขอแนะนำให้นำรถยนต์ส่วนตัวไป ด้วยบริเวณนั้นหาที่จอดรถได้ยากมากพอสมควร
อีกวิธีเป็นการเดินทางแบบประหยัดด้วยการนั่งรถประจำทาง หรือจะโบกรถแท็กซี่ให้ไปส่งก็ได้
วัดแห่งนี้ ไม่ได้เปิดให้เข้าไปชมอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่ได้ห้ามให้เราเข้าไป เราสามารถเข้าไปเดินชมดูวัดได้ แต่ควรจะสำรวมกิริยามารยาท เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการปฏิบัติศาสนกิจของพระภิกษุ-สามเณร

ภายในบริเวณวัดมหาธาตุฯ มีสิ่งสำคัญและสวยงามอยู่หลายอย่างด้วยกัน เรามาลองชมกันว่ามีอะไรบ้าง
วัดมหาธาตุฯ มีบริเวณพื้นที่ ไม่กว้างขวางนัก แต่การจัดสรรได้อย่างเป็นระเบียบลงตัว
บรรยากาศภายในวัดค่อนข้างร่มรื่น แม้ต้นไม้ใหญ่จะมีจำนวนไม่มาก ส่วนหน้ากุฏิพระสงฆ์แต่ละคณะ มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลทำความสะอาดเป็นประจำ

เริ่มจากเดินชมบรรยากาศทั่วไป เมื่อเดินเข้ามาภายในวัดมหาธาตุฯ สิ่งแรกที่ได้สัมผัส คือ พระอุโบสถ ตั้งอยู่หลังพระมณฑปคู่กับพระวิหารสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงสร้าง ได้รับการบูรณะในรัชกาลที่ 3

ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นฝีมือช่างครั้งรัชกาลที่ 4 ลักษณะพระอุโบสถในปัจจุบัน เป็นอาคารทรงไทยฐานสูง หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสี มีช่อฟ้าใบระกาหน้าบันเป็นไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจก กลางเป็นภาพนารายณ์ทรงครุฑจับนาค แวดล้อมด้วยภาพเทวดาเหาะด้านละ 3 องค์ เหนือขึ้นไปเป็นเทพนม พื้นลายทั่วไปเป็นลายใบเทศก้านต่อดอก

รอบพระอุโบสถมีเสมาตั้งประจำ 4 ทิศ ใบเสมาสลักเป็นภาพครุฑยุดนาค ภายในพระอุโบสถมีสิ่งสำคัญ คือ พระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทโปรดให้พระยาเทวารังสรรค์ปั้น

พระปรางค์และพระเจดีย์ราย อยู่ภายในวงพระระเบียงด้านเหนือพระวิหาร และด้านใต้ของพระอุโบสถ มีพระเจดีย์ด้านละ 2 องค์ พระปรางค์ด้านละ 2 องค์ พระปรางค์ 2 องค์ด้านหน้าพระมณฑป สันนิษฐานว่าสร้างในรัชกาลที่ 2 เป็นที่บรรจุอัฐิธาตุของสมเด็จพระสังฆราชศุขและสมเด็จพระสังฆราชมี
นอกนั้นเป็นของเดิมที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงสร้าง เดิมมีพระปรางค์อยู่หลังพระวิหารอีก 2 องค์ ในรัชกาลที่ 3 ให้ย้ายไปตั้งที่นอกพระระเบียงด้านเหนือ ทางวัดรื้อลงเมื่อประมาณ พ.ศ.2469 พร้อมกับโรงพระเบญจา นำยอดนพศูลมาประดับบนยอดปรางค์ที่ด้านข้างพระวิหารและพระอุโบสถ

ในวัดมหาธาตุ ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นสถานศึกษาชั้นอุดมศึกษาของพระสงฆ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา ครั้งแรกพระราชทานนามว่า “มหาธาตุวิทยาลัย” เปิดการศึกษาตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2432
ภายหลังมีพระบรมราชโองการให้เปลี่ยนนามใหม่ เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2439 เป็นมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน

หากมีเวลาว่างอีกสักนิด ก่อนกลับเดินแวะไปที่ “ตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์” อันเป็นตลาดพระที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ที่บรรดาเซียนพระและนักสะสมให้ความสนใจ
ถือเป็นแหล่งรวมพระเครื่องวัตถุมงคลทุกรุ่นทุกชนิด ทั้งเหรียญพระเกจิ พระเนื้อผง พระเนื้อชิน พระกรุ ตะกรุด เครื่องรางของขลัง รวมไปถึงของเก่าโบราณวัตถุ ฯลฯ

บรรยากาศบริเวณตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์ ทุกวันเป็นไปด้วยความคึกคัก ไม่มีเงียบเหงา เปิดทำการทุกวัน ไม่มีวันหยุด
แต่ถ้าใครไม่สันทัดเรื่องพระเครื่องวัตถุมงคล แต่ชอบตรวจดูดวง ทำนายโชคชะตาของตนเอง บริเวณท่าพระจันทร์ก็ถือเป็นแหล่งรวมแม่หมอที่มาตั้งโต๊ะรับดูดวง ทั้งดูไพ่ยิปซี หรือดูลายมือ
นับว่าท่าพระจันทร์ คือ สีสันของฝั่งพระนคร คงจะไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง