กระทรวงวัฒนธรรม แจ้งว่าหลังได้รับรายงานผลการดำเนินงานและความคืบหน้าการสืบค้นข้อมูล และการจัดทำเอกสาร “ครูบาเจ้าศรีวิชัย” เพื่อเสนอชื่อเป็นบุคคลสำคัญของโลก โดยนายพงษ์เทพ มนัสตรง ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำเอกสาร “ครูบาเจ้าศรีวิชัย”

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา กำลังดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจในการเสนอชื่อ “ครูบาเจ้าศรีวิชัย” พระเถระผู้เป็นที่เคารพศรัทธาแห่งล้านนาไทยต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO เพื่อยกย่องเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 150 ปีชาตกาล ในปี 2571 ในโครงการการเฉลิมฉลองวาระครบรอบที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับงานขององค์การยูเนสโกของรัฐสมาชิก (The celebration of anniversaries in Member States with which UNESCO could be associated)

“ขณะนี้การดำเนินงานอยู่ระหว่างคณะทำงานจัดทำเอกสารฯ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงวัฒนธรรม ประกอบด้วยนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานในพื้นที่ รวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้านครอบคลุมทั้งด้านศาสนาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และพัฒนาการทางสังคม ซึ่งครูบาเจ้าศรีวิชัยได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักบุญแห่งล้านนา” ด้วยคุณูปการด้านศาสนา วัฒนธรรม และพัฒนาสังคม เช่น การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพด้วยแรงศรัทธาประชาชน และการบูรณะวัดหลายแห่งโดยไม่พึ่งงบรัฐ โดยการเสนอชื่อครั้งนี้อยู่ระหว่างการจัดทำเอกสาร โดยมีการลงพื้นที่เก็บข้อมูลทั้งในไทย ลาว เมียนมา และจีน เพื่อแสดงอิทธิพลของครูบาต่อวัฒนธรรมพุทธในภูมิภาค” นายพงษ์เทพกล่าว

นี่คือโอกาสสำคัญของไทยในการแสดง รากเหง้าทางคุณธรรมให้โลกได้รับรู้ เนื่องจากครูบาเจ้าศรีวิชัย นับเป็นปูชนียบุคคลของโลกเป็นพระสงฆ์ที่ประชาชนให้ความเคารพและศรัทธา และได้รับการเสนอชื่อให้ เป็นบุคคลสำคัญของโลกในฐานะผู้ที่มีคุณูปการโดดเด่นต่อมวลมนุษยชาติในด้านศาสนา การศึกษา วัฒนธรรม หรือสันติภาพ

ครูบาเจ้าศรีวิชัย ถือว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนคาดว่าจะยื่นเอกสารต่อสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม (ยูเนสโก) กระทรวงศึกษาธิการ ให้ทันกำหนดเวลาในเดือนตุลาคม 2569
สำหรับครูบาเจ้าศรีวิชัย เกิดเมื่อวันอังคาร ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 9 เหนือ (เดือน 7 ใต้) ตรงกับวันที่ 11 มิถุนายน 2421 ปีขาล เวลาพลบค่ำ ที่บ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน มีนามเดิมว่า อ้ายฟ้าร้อง เพราะขณะที่เกิด อากาศวิปริต มีลมฝน ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า จึงถือเอานิมิตนั้นมาตั้งชื่อ

อายุครบ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบท โดยมีพระครูสุมโณ วัดบ้านโฮ่งหลวง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า สิริวิชโย ต่อมาเดินทางไปศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานจากครูบาอุปละ วัดดอยแต อ.แม่ทา (ปัจจุบันอยู่ใน ต.เหมืองจี้ อ.เมืองลำพูน)
ท่านมีความพากเพียรในการปฏิบัติกัมมัฏฐาน เคร่งครัดในวินัย ไม่แตะต้องลาภสักการะปัจจัย ฉันอาหารมังสวิรัติ ประชาชนจึงเกิดความเลื่อมใส ชื่อเสียงของท่านยิ่งโด่งดังไกลออกไป

ต่อมาระหว่างปี พ.ศ.2451-2463 ต้องอธิกรณ์ถูกกล่าวหาในหลายกรณี เช่น เป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อน ไม่ประพฤติตนให้เป็นไปตามคำสั่งของคณะสงฆ์ ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของพระครูมหารัตนากร เป็นต้น
เจ้าคณะแขวงลี้ ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ตามพ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ ฯลฯ
พ.ศ.2463 ท่านถูกนิมนต์ให้เข้าไปสอบสวนที่กรุงเทพฯ แต่ทุกคดีได้รับการวินิจฉัยจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชในสมัยนั้น ว่าไม่มีความผิด จึงเดินทางกลับจังหวัดลำพูน บรรดาสานุศิษย์จัดขบวนต้อนรับ ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ประชาชนก็เพิ่มความเคารพเลื่อมใสยิ่งขึ้น

ได้รับคำเรียกร้องจากศรัทธาประชาชน ให้ช่วยดำริและจัดการเรื่องการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ จึงเริ่มลงมือก่อสร้าง เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2477 ณ เชิงดอยสุเทพ ด้านห้วยแก้ว โดยมีชาวบ้านช่วยทำงานวันละไม่ต่ำกว่า 5,000 คน ใช้เวลา 5 เดือน กับ 22 วัน จึงแล้วเสร็จ และเปิดให้รถขึ้นลงได้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2478
มรณภาพเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2482 ที่วัดบ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน
สิริอายุ 60 ปี พรรษา 39