ไผ่ใช้ประโยชน์ในงานโครงสร้างอาคาร บ้านเรือน นำมาแปรรูปทำเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องจักสานต่างๆ อาทิ ตะกร้า เข่ง ภาชนะใส่ของ หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ไม้จิ้มฟัน ตะเกียบ ไม้เสียบอาหาร
นอกจากนี้ หน่ออ่อนของไผ่ยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้อีกด้วย
ไผ่ในประเทศไทยมีหลากหลายชนิด แต่ละชนิดนำมาใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกันตามลักษณะของการใช้งาน ตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต ทั้งคนจนไปจนถึงเศรษฐี ก็เคยใช้ไผ่เหมือนกัน

พระราชภาวนาวชิราจารย์ วิ. (สุรศักดิ์ อติสักโข) เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม และเจ้าอาวาสวัดประดู่ พระอารามหลวง ต.วัดประดู่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า ปัจจุบันโลกประสบปัญหาสภาวะโลกร้อน ทุกภาคส่วนกำลังช่วยกันหาวิธีทำให้อากาศเย็นขึ้น ลดภาวะโลกร้อน ที่ผ่านมาในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คณะสงฆ์จังหวัดสมุทรสงครามได้ไปแจกของปันสุขให้กับประชาชนในจังหวัดต่างๆ ซึ่งในช่วงเดินทางอากาศร้อนมาก ได้แวะพักที่วัดแห่งหนึ่ง เดินผ่านกอไผ่รู้สึกเย็นและชื่นใจ แต่พอผ่านออกจากกอไผ่ อากาศร้อนอบอ้าวเหมือนเดิม

“อาตมามีความคิดว่าไผ่ช่วยทำให้อากาศร่มเย็น ถ้ามีโอกาสจะปลูกต้นไผ่ให้มากที่สุด จึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลจนทราบว่าจังหวัดสมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่มีการใช้ไม้ไผ่มากที่สุดของประเทศ โดยใช้ในการเกษตร ประมง รวมทั้งงานก่อสร้างต่างๆ เป็นต้น จึงต้องการคืนไผ่ให้กับป่า ลดภาวะโลกร้อน และตั้งใจจะปลูกไผ่ทั่วจังหวัดสมุทรสงคราม จึงปรึกษาเกษตรอำเภออัมพวา จนได้จัดทำโครงการปลูกไผ่ 1 หมู่บ้าน 1 กอไผ่ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา โดยแจกไผ่ซางหม่นให้กับประชาชนจำนวน 7,300 ต้น กระจายไปปลูกทั้งจังหวัดสมุทรสงคราม หากเป็นไปได้อยากรณรงค์ให้ปลูกกันทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากจะให้ความร่มเย็นลดภาวะโลกร้อนแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อชุมชน สร้างงานสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ถือเป็นงานด้านสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ที่ช่วยเหลือและพัฒนาสังคม ภายใต้แนวคิดพระสงฆ์ไม่ทิ้งประชาชน” เจ้าอาวาสวัดประดู่กล่าว

นายประสิทธิ์ สิงห์ชา เกษตรจังหวัดสมุทรสงครามกล่าวว่า ไผ่ที่มีการปลูกเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม และเป็นพืชทางเลือกที่เป็นที่นิยมในตอนนี้ก็คือไผ่ซางหม่น หรือไผ่นวลราชินี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dendrocalamus sericeus Munro เป็นพืชที่อยู่วงศ์เดียวกับหญ้า (Graminceae) แต่แยกวงศ์ย่อยลงมาอีกเป็น Bambusoideae ไผ่ซางหม่นเป็นไผ่สายพันธุ์พื้นเมืองที่พบมากในพื้นที่ภาคเหนือ ด้วยลักษณะพิเศษที่เจริญเติบโตได้เร็ว ลำต้นมีขนาดใหญ่สม่ำเสมอตรงตามธรรมชาติ แข็งแรง เนื้อไม้หนา กิ่งแขนงน้อย สูงประมาณ 25-30 เมตร สามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดทั้งลำในการแปรรูป จึงทำให้เกษตรกรนิยมปลูกเพื่อจำหน่าย หรือใช้งานของตนเอง

ประสิทธิ์ สิงห์ชา
สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงครามจึงส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไผ่ซางหม่น โดยได้รับการสนับสนุนจากพระราชภาวนาวชิราจารย์ วิ. เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม เจ้าอาวาสวัดประดู่ พระอารามหลวง ตามโครงการปลูกไผ่ 1 หมู่ บ้าน 1 กอไผ่ เฉลิมพระเกียรติ 7,300 ต้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระชนมพรรษาครบ 73 พรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในจังหวัดสมุทรสงคราม ส่งเสริมการปลูกไผ่ซึ่งเป็นพืชที่มีคุณค่าด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างจิตสำนึกและความตระหนักรู้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่ประชาชนและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม และเพื่อสนับสนุนนโยบายลดโลกร้อน

สุพรรณ์ สมหมาย
นายสุพรรณ์ สมหมาย เกษตรอำเภออัมพวากล่าวว่า ไผ่ซางหม่นเป็นไผ่ที่มีลำต้นตั้งตรง สามารถปลูกร่วมกับต้นพืชชนิดอื่นได้ ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ สามารถใช้ทุกส่วนของไผ่ ไม่ว่าจะเป็นราก หน่อ ลำต้น ใบ ปลายยอดของใบที่ออกใหม่ (ชันโรงเก็บน้ำหวานได้) น้ำจากต้นไผ่มีความเป็นด่าง สามารถชะล้างสารพิษได้ หรือแม้แต่ในสวนไผ่ สามารถลดอุณหภูมิได้ 3-5 องศาเซลเซียส จึงสามารถช่วยลดอุณหภูมิของโลก ช่วยลดปัญหา PM 2.5 ได้ จึงเลือกไผ่ซางหม่นมาปลูก และส่งเสริมเกษตรกรปลูกแซมในพื้นที่ เนื่องจากจังหวัดสมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่ปลูกไม้ผล (กล้วย ส้มแก้ว ส้มโอ ลิ้นจี่ มะพร้าว) และทำประมง ซึ่งต้องใช้ไม้ไผ่จำนวนมาก แต่ไม่มีแหล่งผลิต ต้องนำเข้ามามากจังหวัดอื่นๆ พื้นที่ใกล้เคียง
การส่งเสริมการปลูกไผ่ซางหม่นจะทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย
ขจร โพธิ์นิ่มไทย