“วัดสะตือ” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ที่บ้านท่างาม ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เดิมเป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นตั้งแต่ ปี พ.ศ.2400 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่ทางทิศเหนือขึ้นไปไม่ไกลนัก

ที่เรียก ‘วัดสะตือ’’ เพราะมีต้นสะตือใหญ่เป็นสัญลักษณ์

ต่อมาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้สร้างพระพุทธไสยาสน์

ชวนกันมา-พากันมู

วัดสะตือจึงย้ายมาตั้งที่บริเวณพระพุทธไสยาสน์ และเรียกชื่อตามตำบลว่า “วัดท่างาม”

กระทั่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระพุทธบาท ได้เสด็จฯ ขึ้นที่ท่าตำบลนี้ 2 ครั้ง ตามพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 5 ในจดหมายเหตุเรื่องเสด็จประพาสต้นครั้งที่ 2 ระบุความไว้ตอนหนึ่งว่า “… วันที่ 31 กรกฎาคม ร.ศ.125 (พ.ศ.2449) ได้กินข้าวกลางวันที่วัดท่างาม ทรงทำครัวและเสวยที่ตรงบริเวณใต้เศียรพระนอนใหญ่ และที่เรียกกันว่า ท่าหลวง นั้นเกิดขึ้นใหม่ เพราะพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จมานมัสการรอยพระพุทธบาท 2 ครั้ง ขึ้นที่ท่างามทั้ง 2 ครั้ง …”

ชวนกันมา-พากันมู

จึงได้เปลี่ยนมาเรียกชื่อตำบลว่า “ตำบลท่าหลวง” และเรียกวัดว่า วัดท่าหลวง แต่ต่อมาก็กลับไปเรียกวัดสะตือ เช่นเดิมมาถึงปัจจุบัน

วัดสะตือ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังวันที่ 8 กันยายน 2498

ชวนกันมา-พากันมู

พระพุทธไสยาสน์ หรือที่เรียกกันว่า “หลวงพ่อโต” ผู้สร้างคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม พระมหาเถระรูปสำคัญที่ได้รับความนิยมนับถืออย่างมากในประเทศไทย โดยในปี พ.ศ.2413 (ก่อนมรณภาพ 3 ปี) ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้มาก่อสร้างพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนปางพุทธไสยาสน์ ริมแม่น้ำป่าสัก ขนาดองค์พระยาว 25 วา กว้าง 4 วา สูง 8 วา นับเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุคนั้น เพื่อเป็นที่ระลึกว่า มารดาของท่านได้ให้กำเนิดท่าน ณ ที่นี้ บนเรือที่จอดอยู่ในแม่น้ำป่าสักที่ทอดตัวทางด้านหลังของวัด

ชวนกันมา-พากันมู

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

กาลต่อมา ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์และซ่อมแซม 6 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2465 โดย หลวงพ่ออุปัชฌาย์บัตร จันทโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดสะตือ ร่วมกับชาวบ้าน

ครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2499 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เดินทางมานมัสการหลวงพ่อโต และเห็นว่าองค์พระชำรุดทรุดโทรมมากจึงได้บูรณะ ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนจึงแล้วเสร็จ โดยขนาดขององค์พระได้ลดไปจากขนาดเดิมมาก พระเกศของเก่าที่ชำรุดได้นำมาเก็บรักษาไว้ในวิหารหน้าองค์หลวงพ่อโต

ครั้งที่ 3 เมื่อปี พ.ศ.2531 โดยพระครูพุทธไสยาภิบาล (หมึก) อดีตเจ้าอาวาส ได้ร่วมกับชาวบ้านบูรณะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน

ครั้งที่ 4 เมื่อปี พ.ศ.2540 โดยพระอธิการทองคำ คัมภีรปัญโญ อดีตเจ้าอาวาส ได้ร่วมกับชาวบ้านบูรณะและทาสีองค์พระใหม่

ครั้งที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2546 โดย พระมหาจำรัส คุตตสีโล อดีตเจ้าอาวาส ร่วมกับชาวบ้านบูรณะและพ่นองค์หลวงพ่อโตเป็นสีทอง และได้เปลี่ยนเม็ดพระศกจากแก้วใส เป็นนิลอัดก้อน

และครั้งที่ 6 ปี พ.ศ.2553 พระครูปริยัตยาธิคุณ (เหมือน อติภัทโท) เจ้าอาวาสวัดสะตือรูปปัจจุบัน และเจ้าคณะอำเภอท่าเรือ ร่วมกับนายณรงค์ อ่อนสอาด รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในขณะนั้น และผู้อำนวยการศิลปากรที่ 3 จ.พระนครศรีอยุธยา ซ่อมแซมรอยร้าวครั้งใหญ่หลังวิกฤตน้ำท่วม โดยลอกสีและกะเทาะปูนเก่า แล้วฉาบปูนใหม่เป็นปูนตำ ตามแบบโบราณ

ชวนกันมา-พากันมู

นอกจากนี้ ภายในวัดยังประกอบด้วยปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ และเสนาสนะต่างๆ ที่สำคัญมากมาย อาทิ พระอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งสร้างปี พ.ศ.2497, ศาลาดินหรือวิหารสมเด็จ วิหารทรงเรือสำเภาสมัยอยุธยาตอนปลาย ที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ พักอาศัยเมื่อคราวคุมการก่อสร้างองค์พระ, พระปรางค์นาคปรก สมัยทวารวดี (ลพบุรี) เนื้อหินทราย ที่กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุไว้, รอยพระพุทธบาทจำลอง อายุกว่า 100 ปี ฯลฯ

พระพุทธไสยาสน์ หรือ หลวงพ่อโต วัดสะตือ นับเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่มากและมีอายุการสร้างยาวนานกว่าร้อยปี ทางกรมศิลปากรได้จดทะเบียนขึ้นเป็นโบราณสถาน เมื่อปี พ.ศ.2543 และยังเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เลื่องลือ พุทธศาสนิกชนจากทั่วสารทิศมักแวะเวียนมากราบนมัสการขอพรและขอโชคลาภต่างๆ ซึ่งมักประสบผลตามที่ปรารถนา จึงมีการแก้บนด้วยการปิดทอง หรือนำอาหารคาวหวานมาถวาย

กล่าวกันว่าท่านโปรดการรำ ซึ่งเคยมีผู้มาบนบานและประสบความสำเร็จ มารำแก้บนถึง 1,000 รอบ โดยหนึ่งรอบองค์พระ ระยะทางประมาณ 122 เมตร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน