วันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2568 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระบัญชาโปรดให้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อัคคชิโน) กรรมการมหาเถรสมาคม และแม่กองธรรมสนามหลวง ปฏิบัติศาสนกิจแทนพระองค์ เป็นประธานในพิธีประทานโล่ประกาศเกียรติคุณและทุน สำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมดีเด่น ประจำปีการศึกษา 2567 โดยมีสำนักเรียนเข้ารับประทานโล่ประกาศเกียรติคุณและทุน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั้งสิ้นจำนวน 90 สำนัก ณ ศาลาสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพระศรีมหาธาตุ เขตบางเขน กรุงเทพฯ

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง ตระหนักถึงความสำคัญของสำนักเรียน และสถานศึกษาทั่วประเทศ ที่ศรัทธา เสียสละ มุ่งมั่น ในการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมจนประสบความสำเร็จ จึงจัดพิธีประทานโล่ประกาศเกียรติคุณและทุน สำนักเรียนดีเด่น สถานศึกษาดีเด่น แบ่งออกเป็น สำนักเรียนที่มีผลสอบได้ของนักธรรมดีเด่น ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และคณะธรรมยุต รวม 30 แห่ง

สำนักเรียนที่มีผลสอบได้ของธรรมศึกษา ดีเด่น ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และคณะธรรมยุต รวม 30 แห่ง สถานศึกษามีผลสอบได้ของธรรมศึกษา ดีเด่น ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และคณะธรรมยุต รวม 30 แห่ง เพื่อยกย่องเพิ่มขวัญกำลังใจแก่สำนักเรียน สำนักศาสนศึกษา และสถานศึกษา จักได้ส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมให้เจริญยิ่งขึ้นเป็นพื้นฐานแห่งคุณธรรมจริยธรรม สืบไป

โอกาสนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระบัญชาโปรดให้เชิญพระสัมโมทนียกถามาในพิธีประทานโล่ประกาศเกียรติคุณและทุน สำหรับสำนักเรียนพระปริยัติธรรมดีเด่นประจำปี 2567 ดังต่อไปนี้

“ท่านทั้งหลายในฐานะพระสังฆาธิการในฐานะบรรพชิต และในฐานะครูอาจารย์ผู้บริหารการศึกษา ย่อมมีหน้าที่โดยตรงในการวางนโยบาย บริหาร จัดการ ควบคุม ดูแล ประสานงาน เสนอแนะ และสนับสนุนงานพระปริยัติธรรม แผนกธรรม จึงขอให้ทุกท่านตระหนักในภาระหน้าที่ของท่านว่ามิใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะการจัดการศึกษาพระพุทธศาสนา ทั้งสำหรับบรรพชิต และสำหรับคฤหัสถ์ นอกจากเป็นการสืบอายุพระศาสนา ยังเป็นการสนองพระบรมราโชบายของสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงเป็นอัครพุทธศาสนูปถัมภก และพระประมุขของชาติ ซึ่งมีพระราชประสงค์ให้พลเมืองเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม จักได้สามารถนำพาบ้านเมืองให้ผาสุกมั่นคงสืบไปอีกด้วย

ผู้เอาใจใส่พัฒนาตน จนมีวิทยฐานะนักธรรมและธรรมศึกษา จึงนับว่าเป็นผู้ธำรงรักษาพระพุทธศาสนาด้วยการกระทำ เป็นบุญกิริยาที่น่าอนุโมทนา และยังเป็นการเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ชีวิต เพราะผู้รู้ธรรม ประพฤติธรรม สมควรแก่ธรรม ย่อมล่วงพ้นจากภยันตรายทั้งปวงอย่างน้อยๆ ก็ไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะต้องราชทัณฑ์ เพราะศีลธรรมคือบรรทัดฐานอันละเอียดประณีตกว่ากฎหมาย ถ้าผู้ใดไม่ประพฤติผิดศีลธรรมแล้ว ผู้นั้นย่อมไม่มีทางที่เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองไปได้เลย สมด้วยพระพุทธภาษิตที่ว่า ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี แปลความว่า ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม

ขอท่านพระสังฆาธิการ เจ้าสำนักเรียน และผู้บริหารสถานศึกษา จงพากเพียรบริหารจัดการการศึกษาพระปริยัติธรรม ให้ทั้งผู้สอน ทั้งผู้เรียน เป็นผู้รู้ถูก และรู้ตรงตามหลักสูตร ตามกระบวนการพุทธศาสนศึกษาอันถูกต้องในขณะเดียวกัน ก็ขอให้มีน้ำใจอาจหาญมั่นคง ที่จะกล้ายืนหยัดในหลักการ และวิธีการที่ถูกต้องตามวิธีวิทยาแห่งการศึกษานักธรรม และธรรมศึกษา ให้เป็นมาตรฐานของสำนักเรียนพระปริยัติธรรมและสถานศึกษาที่ท่านบริหารจัดการอยู่ทุกแห่งไป

ในนามคณะสงฆ์ขออาราธนาท่านเจ้าคณะพระสังฆาธิการ และพระภิกษุ สามเณรทั่วสังฆมณฑล จงพากเพียรบริหารงาน จัดการเรียนการสอน พัฒนาความรู้ความสามารถของทั้งครูและผู้เรียน ตามหลักสูตรนักธรรม ให้ประสบสัมฤทธิผลยิ่งๆ ขึ้นไป และขอเชิญชวนให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนนำพาสมาชิกในหน่วยงานของท่านมาศึกษาในหลักสูตรธรรมศึกษา เพื่อพลเมืองไทยจักได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ และสามารถปฏิบัติธรรมได้ถูกต้องตามหลักธรรมสมความเป็นพุทธศาสนิกชนกันทุกคน ขออนุโมทนาสาธุการในกุศลเจตนาของทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง และขออำนวยพรให้ทุกท่านจงประสบความรุ่งเรืองทางปัญญา สามารถบรรลุถึงความเกษมสวัสดี ทั้งคดีโลกและคดีธรรม โดยทั่วหน้ากัน เทอญ”