พระราชพิศาลสุธี (อาจ อาวุธปัญโญ) ได้ชื่อว่าเป็นพระเถระปกครองและจัดระเบียบการบริหารงานของคณะสงฆ์ในจ.บุรีรัมย์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยึดการสร้างสรรค์และพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองด้วยความรู้ควบคู่ไปกับคุณธรรม
ปัจจุบันสิริอายุ 80 ปี พรรษา 59 ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 (ธรรมยุต) และเจ้าอาวาสวัดทุ่งโพธิ์ ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์
มีนามเดิม อาจ ยืนนาน เกิดเมื่อวันที่ 28 ม.ค.2488 ที่บ้านกระดึง อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์
อายุครบ 21 ปี เข้าพิธีบรรพชาและอุปสมบท ณ วัดบูรพาราม พระอารามหลวง จ.สุรินทร์ มี พระราชวุฒาจารย์ หรือ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระสมศักดิ์ ปัณฑิโต เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า อาวุธปัญโญ
มุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมอย่างจริงจัง จนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก และสอบไล่ได้ชั้นเปรียญธรรม 1-2 ประโยค
เคยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลจักราช (ธรรมยุต) และเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทธจินดาวรวิหาร พระอารามหลวง อ.เมือง จ.นครราชสีมา และผู้ช่วยเลขานุการวัดสุทธจินดาวรวิหาร ก่อนได้รับคำสั่งจากเจ้าคณะภาค 11 (ธรรมยุต) ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดทุ่งโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ ในปี พ.ศ.2521
ในห้วงที่เป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งโพธิ์ได้พัฒนาวัดและชุมชนรอบพื้นที่ จนมีความเจริญก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้
ลำดับงานปกครอง พ.ศ.2552 เป็นเจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์ (ธรรมยุต) พ.ศ.2562 เป็นพระอุปัชฌาย์วิสามัญ
พ.ศ.2568 เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 (ธรรมยุต)
งานการศึกษา เป็นเจ้าสำนักศาสนศึกษาวัดทุ่งโพธิ์
งานการเผยแผ่ เป็นพระธรรมทูตเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศอินโดนีเซีย ตามพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
งานสาธารณสงเคราะห์ พ.ศ.2562 อนุเคราะห์ให้ใช้อาคารสถานที่ของวัดเป็นที่ตั้งศูนย์การเรียนรู้เครื่องประกอบเกียรติยศศพที่ได้รับพระราชทานของกลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ กระทรวงวัฒนธรรม
พ.ศ.2563 คณะสงฆ์จังหวัดบุรีรัมย์ (ธรรมยุต) ร่วมกับประชาชนชาวจังหวัดบุรีรัมย์จัดตั้งโรงทานในพระดำริสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์โรคติดต่อร้ายแรงโควิด-19 ในความอุปถัมภ์สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อัคคชิโน) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ณ วัดทุ่งโพธิ์ จ.บุรีรัมย์
ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์จากสถาบันต่างๆ มากมาย อาทิ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ฯลฯ
ปฏิบัติหน้าที่สนองงานพระศาสนาอย่างเต็มกำลัง ยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนตามแนวทางพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2519 เป็นพระครูฐานานุกรม ในฐานานุศักดิ์ที่พระครูสังฆบริคุต ฐานานุกรมในสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธัมมธรเถร) วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน กรุงเทพฯ
พ.ศ.2521 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นเอก ในราชทินนามที่ พระครูธรรมประเวที พ.ศ.2535 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นพิเศษในราชทินนามเดิม
พ.ศ.2545 ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญในราชทินนามที่ พระประสาธน์สารคุณ
พ.ศ.2559 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชในราชทินนามที่ พระราชพิศาลสุธี
ด้วยความเป็นพระสงฆ์ที่มีความเมตตาต่อญาติโยม พระภิกษุ-สามเณร จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวเมืองบุรีรัมย์ทั่วไป มักจะเทศนาเตือนใจญาติโยม มักจะใช้โอกาสในการบรรยายธรรมเทศนา อาศัยหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนา ทำให้พุทธศาสนิกชนมีจิตใจสงบร่มเย็นเป็นสุข ด้วยเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแห่งความศรัทธามั่นด้วยคุณงามความดี กอปรความตั้งมั่นในจริยวัตรอันงดงาม
“คนผู้นำศาสนามาปฏิบัติ ทำให้บุคคลผู้นั้นเจริญ ความดีก็อยู่ที่ตัวเรา ความชั่วก็อยู่ที่ตัวเรา คนเราปฏิบัติดีก็ได้ความดีเกิดขึ้นกับตัวเอง คนเราเอาความชั่วไปปฏิบัติก็ได้ความชั่วเกิดขึ้นกับตนเอง ฉะนั้น เมื่อเราต้องการจะละความชั่ว เพราะความชั่วให้ผลเป็นทุกข์ ถ้าอยากจะพ้นจากทุกข์เราต้องกระทำความดี เราทำความดีที่ไหน ก็ด้วยกาย วาจา ใจ ของเรานี่แหละ” โอวาทธรรม พระราชพิศาลสุธี
ปัจจุบันยังคงมุ่งมั่นสืบทอดและจรรโลงบวรพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่