“หลวงปู่คำภา กัลยาโณ” อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมรังษี ต.กุดปลาดุก อ.ชื่นชม จ.มหาสารคาม เป็นพระสงฆ์รุ่นเก่าอีกรูปหนึ่งของเมืองมหาสารคาม มีชื่อเสียงโด่งดังในพื้นที่มาตั้งแต่ช่วงต้นสมัยรัชกาลที่ 5 ร่วมสมัยกับอดีตพระเกจิ อาจารย์ในพื้นที่หลายรูป อาทิ พระครูสีหราช อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านแก่นท้าว หลวงปู่ต้น ปุญญวัณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านดงเค็ง เป็นต้น

สำหรับประวัติ มีบันทึกไว้น้อยมาก จากการสืบค้นข้อมูลจากทางวัดทราบเพียงว่า นามเดิม คำภา เกิดประมาณปี พ.ศ.2394 ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ จ.นครราชสีมา ส่วนบิดา-มารดา ไม่ทราบชื่อ
ช่วงวัยเด็กช่วยงานครอบครัวทำไร่ทำนา ตามวิถีชีวิตของคนอีสาน
เมื่ออายุ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดบึง จ.นครราชสีมา ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม มูลกัจจายน์ บาลี อักขระโบราณ ที่สำนักเรียนวัดบึง มุมานะ เล่าเรียนอยู่หลายปีจนมีความรู้แตกฉาน
เนื่องจากอุปนิสัยชอบความสงบวิเวก เคยออกเดินธุดงค์เข้าไปในเขตประเทศกัมพูชา พร้อมกับศึกษาวิทยาคมจากพระเกจิอาจารย์สายเขมรหลายรูป

สมัยเมื่อเกือบร้อยปีที่ผ่านมา บ้านกุดปลาดุก ต.กุดปลาดุก อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม ยังมีสภาพเป็นบ้านป่า ยุคนั้นมีประชาชนจากทุกสารทิศเข้ามาหักร้างถางพงจับจองที่ดินเป็นที่ทำกิน และบรรดาญาติพี่น้องของหลวงปู่คำภา จาก จ.นครราชสีมา ก็เดินทางเข้ามาจับจองที่ดินทำกินที่บ้านกุดปลาดุกเช่นกัน
ประมาณปี พ.ศ.2432 หลังจากทราบข่าวจึงตัดสินใจเดินทางมาจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านกุดปลาดุก ปฏิบัติธรรมอยู่ตราบจนวาระสุดท้ายของท่าน
การที่เป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีพุทธาคมที่แก่กล้า ทำให้เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังในวงกว้างอย่างรวดเร็ว แต่ละวันจะมีผู้เดินทางมากราบนมัสการ รับฟังธรรมและประพรมน้ำพระพุทธมนต์อย่างล้นหลาม
นอกจากนี้ได้ชื่อว่าเป็นพระนักพัฒนา โดยปัจจัยที่ได้จากการบริจาคหาได้เก็บงำไว้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวไม่ ท่านนำมาพัฒนาสร้างความเจริญให้กับวัด โดยท่านขอแรงญาติโยมช่วยกันสร้างสาธารณูปโภคในวัดจนแล้วเสร็จลงด้วยดี

ยังให้ความสำคัญทางด้านการศึกษาของพระภิกษุ-สามเณร ตั้งสำนักเรียนพระปริยัติธรรม เนื่องเพราะการบวชเรียนเป็นทางเลือกหนึ่งของคนยากคนจน ทำให้มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนสูงขึ้นยุคสมัยนั้น นอกจากจะรับหน้าที่เป็นครูสอนแล้ว ท่านยังจัดหาพระสงฆ์และฆราวาสที่มีความรู้มาเป็นครูสอน ทำให้สำนักเรียนวัดบ้านกุดปลาดุก ยุคนั้นมีชื่อเสียงโด่งดัง
แต่ละปีมีพระภิกษุ-สามเณร ศึกษาเล่าเรียนจำนวนมาก ด้วยสมัยนั้นสำนักเรียนมีน้อย หากรูปใดตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ก็จะมีทุนการศึกษาให้ พร้อมกับสนับสนุนให้เรียนสูงยิ่งขึ้น
ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดธรรมรังสี (วัดบ้านกุดปลาดุก) ในปี พ.ศ.2475 เป็นเจ้าอาวาสรูปที่สาม
ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ปฏิบัติหน้าที่ปกครองพระภิกษุ-สามเณรอย่างเคร่งครัด รวมทั้งออกเผยแผ่หลักธรรมทางพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอ
ล่วงเข้าปัจฉิมวัย ท่านเริ่มอาพาธหลายโรค เนื่องด้วยในสมัยนั้นการสาธารณสุขยังไม่เจริญ ทำให้โรคกำเริบอย่างรวดเร็ว แต่ท่านยังรับงานนิมนต์เป็นปกติ บางครั้งอาการกำเริบหนัก ท่านยังฝืนสังขารไปตามกิจนิมนต์ที่รับไว้

สุดท้าย มรณภาพอย่างสงบเมื่อปี พ.ศ.2477 สิริอายุ 83 ปี พรรษา 63
ในปี พ.ศ.2525 หลังหลวงปู่คำภา มรณภาพไปนานกว่า 40 ปี วัดธรรมรังษี พร้อมคณะศิษย์บ้านกุดปลาดุก มีโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคภายในวัดที่เสื่อมโทรม แต่ยังขาดจตุปัจจัยเป็นจำนวนมาก
จึงมีมติจัดสร้างวัตถุมงคลเหรียญรูปเหมือนรุ่นแรก เพราะช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่เคยมีการจัดสร้างแต่อย่างใด
ลักษณะเป็นทรงรูปไข่ มีหูห่วงยกขอบ จัดสร้างประมาณ 2,000 เหรียญ เป็นชนิดเนื้อทองแดงผิวไฟชนิดเดียว
ด้านหน้าเป็นรูปเหมือนครึ่งองค์ ด้านล่างสุดเขียนว่า “พระครูคำภา”
ด้านหลังมีตัวอักษรเขียนว่า “วัดธรรมรังษี ตำบลกุดปลาดุก อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม” จะไม่บอกปีพุทธศักราชที่จัดสร้าง แต่เป็นที่ทราบกันดีของนักสะสมนิยมพระเครื่องในพื้นที่สารคาม
วัดธรรมรังษี ประกอบพิธีพุทธาภิเษกขึ้นภายในอุโบสถ มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคอีสานหลายรูปที่เข้าร่วมพิธีนั่งปรกอธิษฐานจิต
เมื่อนำออกให้พุทธศาสนิกชนเช่าบูชาตามกำลังศรัทธา ปรากฏว่าได้รับความนิยม ถึงแม้จะเป็นเหรียญตาย ที่สร้างหลังมรณภาพไปแล้วก็ตาม
ปัจจุบันเริ่มหายาก ส่วนใหญ่ถูกตามเก็บเข้ากรุ