พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์
“ชาด คือ แร่ชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็นก้อนคล้ายก้อนหิน มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง เช่น ชาดหรคุณ ชาดจอแส ฯลฯ ที่ชาวจีนและชาวเขิน (ไทยเขิน) นิยมใช้ในงานศิลปะ เช่น งานปิดทองร่องชาด งานเครื่องฮักเครื่องหาง และงานทาบนพระพุทธรูป และพระพิมพ์ เป็นต้น”
การสร้างพระพุทธรูป พระเครื่อง หรือพระพิมพ์ แต่เดิมนั้น สร้างตามคติมหาบุรุษตามคัมภีร์ “มหาปุริษลักขณะ” มารวมกับอิทธิพลของศิลปะกรีกที่นับถือ “รูปเคารพ” จากการเข้ามาทางบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย จนเกิดเป็น “ศิลปะคันธารราษฎร์” ขึ้น หลังการปรินิพพานของพระพุทธองค์กว่า 500 ปี ซึ่งพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมาจะทำจาก ศิลาทราย ไม้ สัมฤทธิ์ และดิน ยังไม่มีสีเป็นองค์ประกอบ

ส่วนการที่บางสถานที่ เราจะเห็นริมพระโอษฐ์ของพระพุทธรูปเป็นสีแดงนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาดหรือผิดเพี้ยนทางศิลปะแต่อย่างใด การทาพระโอษฐ์พระพุทธรูปเป็นสีแดง เริ่มต้นเป็นที่นิยมขึ้นในกลุ่มชนชาวรามัญหรือชาวมอญแห่งอาณาจักรสิริธรรมวดี อันมีศูนย์กลางอยู่ที่หงสาวดีเป็นแห่งแรก เหตุด้วยพระภิกษุสงฆ์ชาวมอญนิยมขบฉันหมากพลูอยู่เป็นประจำ เมื่อสร้าง “รูปจำลองพระพุทธองค์” เลยพลอยนำวัสดุที่เรียกว่า “ชาด” ทาริมพระโอษฐ์ นอกจากนี้ ผู้คนก็ยังนิยมถวายหมากพลูกับองค์พระพุทธรูปเฉกเดียวกับการถวายให้กับภิกษุสงฆ์อีกด้วย ซึ่งกลายเป็นประเพณีนิยมสืบต่อมา
สำหรับสยามประเทศ อาจกล่าวได้ว่ารับเอาธรรมเนียมการทาริมพระโอษฐ์พระพุทธรูปให้เป็น “สีแดง” มาจากชาวมอญซึ่งหนีพวกพยูเข้ามาบริเวณภาคกลางทางหนึ่ง และเมื่อพม่าเข้ามามีอำนาจเหนือล้านนาอีกทางหนึ่ง ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า วัดที่สร้างจากศรัทธาของชาวมอญในอดีตนั้น พระประธานในโบสถ์วิหารจะปากแดงทั้งสิ้น


วัสดุที่นิยมนำมาทาริมพระโอษฐ์พระพุทธรูป ที่เรียกว่า “ชาด” นั้น คือแร่ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นก้อนคล้ายก้อนหิน มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง เช่น ชาดหรคุณ ชาดจอแส โดยนิยมนำมาบดเป็นผงหรืออาจผสมดินเทศให้มีสีแดงเข้มขึ้นใช้ทาตามอาคาร ชาวจีน และชาวเขิน (ไทยเขิน) มักใช้ในงานศิลปะ เช่น งานปิดทองร่องชาด งานเครื่องฮักเครื่องหาง และงานทาบนพระพุทธรูป และพระพิมพ์ เป็นต้น
จนมาถึงตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมา สยามประเทศได้รับอิทธิพลและนำเอาศิลปะจีนมาประยุกต์ใช้ในราชสำนักอย่างแพร่หลาย ก่อให้เกิดงานประณีตศิลป์ เช่น งานลงรักปิดทอง งานประดับมุก งานประดับกระจก การทำมุกแกมเบื้อ ฯลฯ ซึ่ง “การลงชาด” ก็เป็นงานฝีมืออีกชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ในการทำอาคารสถานที่ การทำตู้พระตรีปิฎก การทำตู้ลายกำมะลอ และการทาชาดลงบนพระพุทธรูปและพระพิมพ์ ความนิยมดังกล่าวสืบเนื่องตั้งแต่สมัยล้านนามาจนถึงรัตนโกสินทร์ ที่นิยมสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องโดยปิดทองและทาชาดทำให้พระพุทธรูปดูโดดเด่นและงดงาม และเป็นที่นิยมมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฉะนั้น ในบางครั้งเราจะพบเห็นพระพุทธรูปเก่าๆ มีรอยกะเทาะจนเห็นริ้วสีแดงอยู่ภายในดูเผินๆ เหมือน “เส้นโลหิต” ด้วยความไม่รู้เรื่องหรือไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์การสร้างพระพุทธรูปในอดีต จึงคาดเดากันไปว่าเป็นปาฏิหาริย์ขององค์พระแจ้งเหตุ และร่ำลือกันไปต่างๆ นานา โดยเฉพาะเรื่องร้ายๆ ที่จะเกิดขึ้นกับชาวบ้านใกล้เคียง หรือเรื่องร้ายที่จะเกิดขึ้นในแผ่นดิน ซึ่งความจริงแล้ว “สีแดง” ที่เห็นก็คือสีของ “ชาด” ซึ่งนำมาใช้แทนการใช้ “รัก” ซึ่งมีสีดำนั่นเอง ไม่ใช่เลือดของพระพุทธรูปแต่อย่างใด
ดังนั้น วิธีการดูพระพุทธรูป พระเครื่อง และพระพิมพ์เก่า อีกประการหนึ่ง ก็คือ ให้ดูความเก่าของชาดให้เป็น ยิ่งพระที่นิยมในราชสำนักแล้วจะใช้ “ชาดหรคุณหรือชาดหรคุณไทย” ซึ่งมีสีแดงจัดจ้าน มีน้ำหนักในตัว และเกาะติดทนนาน สุภาษิตไทยเราเองยังได้นำเรื่อง “ชาด” มาเปรียบเทียบถึงผู้ที่มีความดีงามอยู่แล้วในตัว ว่า “ชาดดีไม่ต้องทาสี (ใส่สี) ก็แดง” ครับผม