หลวงปู่ทวง ธัมมโชโต อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านยาง ต.ยาง อ.บรบือ จ.มหาสารคาม พระเกจิอาจารย์ยุคเก่าเรืองวิทยาคม
เกิดในสกุล รักษาชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2421 ณ บ้านยาง ต.ยาง อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ครอบครัวของท่านประกอบอาชีพทำไร่ทำนา
ช่วงวัยเด็กช่วยงานครอบครัวด้วยความขยันขันแข็ง ครั้นอายุได้ 19 ปี เข้าพิธีบรรพชาที่วัดในหมู่บ้าน
จนอายุครบบวช 20 ปีบริบูรณ์ จึงเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดบ้านแดง อ.บรบือ มีหลวงพ่ออุทา วัดบ้านแดง เป็นพระอุปัชฌาย์
เดินทางไปจำพรรษาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมและ มูลกัจจายน์ ณ สำนักเรียนวัดบ้านหนองหว้า อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม กว่า 5 พรรษา และให้ความสนใจด้านวิทยาคม ในยุคนั้นชื่อเสียงของ “สำเร็จลุน” พระเกจิชื่อดังแขวงเมืองจำปาสัก ประเทศลาว โด่งดังไปทั่ว 2 ฝั่งแม่น้ำโขง
เดินธุดงค์ข้ามไปขอฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิทยาคมกับสำเร็จลุน ควบคู่กับการศึกษาบาลี อักษรขอม ไทยน้อย อักษรลาว ทำให้หลวงปู่ทวงมีความรู้ทางด้านอักขระโบราณอีกแขนงหนึ่ง
หลังจากนั้นเดินทางกลับมาจำพรรษาเรียนปริยัติธรรม และเรียนภาษาไทย อยู่สำนักเรียนวัดมหาชัย อ.เมือง จ.มหาสารคาม ช่วงนั้นวัดบ้านยางขาดแคลนพระผู้ใหญ่บรรดาญาติโยม จึงนิมนต์ให้กลับมาจำพรรษาที่วัดบ้านเกิด

หลังกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านยาง ด้วยความที่ท่านต้องการพัฒนาการศึกษาสงฆ์ รวมทั้งพัฒนาการศึกษาให้กับชุมชนท้องถิ่น ท่านทราบดีว่าพระภิกษุ-สามเณรที่มาบวชเรียนล้วนมาจากครอบครัวที่ยากจน
จึงได้จัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม และโรงเรียนประชาบาลขึ้นที่วัดบ้านยาง โดยรับหน้าที่เป็นครูสอนทั้งปริยัติธรรมและวิชาสามัญ ให้การสนับสนุนการเรียนของพระภิกษุ-สามเณร หากรูปใดเรียนเก่งตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มอบทุนการศึกษาให้ทุกปี
ยุคนั้นสำนักเรียนวัดบ้านยางมีชื่อเสียงโด่งดังมาก แต่ละปีมีพระภิกษุ สามเณรสอบได้นักธรรมบาลีได้เป็นจำนวนมาก

ด้วยความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย วัตรปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้หลวงปู่ทวงมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก ในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับหลวงปู่สาธุ์ สุขธัมโม วัดบ้านเหล่า
ทำให้ในแต่ละวันจะมีญาติโยมจากทั่วสารทิศเดินทางมากราบนมัสการ รับฟังธรรม และประพรมน้ำพุทธมนต์ รวมทั้งปรารถนาวัตถุมงคลตะกรุดที่เข้มขลังอย่างล้นหลาม
นอกจากนี้ ยังมีความรู้ด้านสมุนไพร ชาวบ้านในชนบท หากเกิดเจ็บป่วย จะพากันเดินทางมาขอรับยาสมุนไพร จากหลวงปู่กันเนืองแน่น โดยหลวงปู่ไม่ได้คิดค่ารักษาแต่อย่างใด
ด้านงานปกครองคณะสงฆ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านยาง และเป็นพระอุปัชฌาย์
ในช่วงบั้นปลายของชีวิต อาพาธบ่อยครั้งด้วยโรคชรา สุดท้ายถึงแก่มรณภาพอย่างสงบใน พ.ศ.2494 สิริอายุ 73 ปี พรรษา 53
หลังจากมรณภาพครบ 18 ปี ในปี พ.ศ.2512 คณะศิษยานุศิษย์ชาวบ้านยางร่วมกันจัดสร้างเหรียญรูปเหมือน เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดี รายได้สมทบทุนนำไปพัฒนาเสนาสนะภายในวัด
ลักษณะเป็นทรงรูปไข่ มีหูห่วง ยกขอบมีจุดไข่ปลารอบ
ด้านหน้าตรงกลางเป็นรูปเหมือนหน้าตรงครึ่งองค์ ที่ใต้รูปเหมือนมีอักษรสองแถวแรก เขียนว่า “หลวงพ่อทวง” แถวที่สองเขียนว่า “บรบือ” จากด้านขวาขึ้นไปด้านบนถึงใต้ห่วงมีอักขรยันต์เขียนว่า อะสัง วิสุโร ปุสะพุพะ” เป็นคาถาไตรสรณคมน์ ส่วนซีกซ้ายเริ่มจากใต้ห่วงโค้งลงมามีอักขรยันต์ อ่านว่า “ทะโร เน ปะ วิ ขุ สะ อะ เม อุ” เป็นคาถาหัวใจปาฏิโมกข์
ด้านหลังเริ่มจากด้านขวาเป็นอักขรยันต์โค้งขึ้นไปตามขอบด้านบน วกลงไปทางด้านซ้ายเป็นอักขรยันต์เหมือนกับด้านหน้า ตรงกลางเป็นรูปพระพุทธรูปปางนั่งสมาธิ แต่ใช้มือปิดหน้า ใต้ฐานพระพุทธรูปมีตัวอักษรเขียนว่า “หลวงพ่อกกกอก ๒๕๑๒” เป็นปีพุทธศักราชที่สร้าง

สำหรับพระพุทธรูปหลวงพ่อกกกอก เป็นพระพุทธรูปในตำนานที่ชาวบ้านในพื้นที่ให้ความเลื่อมใส เล่าสืบต่อกันมาแต่โบราณ
จัดสร้างสองเนื้อคือ ทองแดงรมดำ สร้างไม่เกิน 3,000 เหรียญ และกะไหล่เงินอีกจำนวนหนึ่งแจกคณะกรรมการจัดสร้าง
ประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ ปะรำพิธีวัดบ้านยาง นิมนต์พระเกจิคณาจารย์ชื่อดังของมหาสารคามในยุคนั้นหลายรูปมาร่วมพิธีอธิษฐานจิต
แม้จะเป็นเหรียญตาย สร้างภายหลังจากหลวงปู่ทวงมรณภาพแล้ว แต่ด้วยเจตนาการจัดสร้างที่บริสุทธิ์ ทำให้เหรียญมีพุทธคุณโดดเด่นรอบด้านหลากหลาย
จัดเป็นเหรียญหนึ่งที่นักสะสมนิยมพระเครื่องเสาะแสวงหามาบูชา