วันเสาร์ที่ 18 ต.ค.2568 น้อมรำลึกครบรอบ 19 ปี มรณกาล “พระราชอุดมมงคล” หรือ “หลวงพ่ออุตตมะ อุตตมรัมโภ” เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ได้รับสมญาเทพเจ้าของชาวมอญ เป็นจิตวิญญาณผู้นำของชาวมอญพลัดถิ่นที่สังขละบุรี
เป็นชาวมอญ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4 ตรงกับ พ.ศ.2453 ที่หมู่บ้านโมกกะเนียง อ.เย จ.มะละแหม่ง เดิมชื่อ เอหม่อง ในวัยเยาว์เล่าเรียนอักขระรามัญและพม่ากับพระสงฆ์ที่วัดโมกกะเนียง
อายุครบ 19 ปี บรรพชาที่วัดโมกกะเนียง ตามประเพณีของชาวรามัญ มีพระเกตุมาลา เป็นพระอุปัชฌาย์
ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมชั้นตรีและชั้นโท ระหว่างนั้นได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระอุปัชฌาย์อย่างใกล้ชิด จนเป็นที่เมตตาของพระอุปัชฌาย์

ตลอด 2 พรรษา ศึกษาพระปริยัติธรรมจนเกิดความศรัทธาเลื่อมใส จึงได้เข้าพิธีอุปสมบท ในปีพ.ศ.2474 ที่วัดเกลาสะ มีพระเกตุมาลา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระนันทสาโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระวิสารทะ วัดเจ้าคะเล เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ได้นามฉายาว่า อุตตมรัมโภ แปลว่า ผู้มีความพากเพียรอันสูงสุด
จากนั้น ลาอุปัชฌาย์ไปศึกษาบาลีและพระปริยัติธรรมที่วัดปราสาททอง จ.มะละแหม่ง จนสอบได้นักธรรมชั้นเอก
กราบลาพระอาจารย์ไปจำพรรษาที่วัดสุการึ จ.สะเทิม ซึ่งเป็นสำนักเรียนภาษาบาลีและพระปริยัติธรรม และสามารถสอบได้เปรียญ 8 ประโยค
ต่อมาย้ายไปจำพรรษาที่วัดป่าเลไลยก์ จ.มัณฑะเลย์ เพื่อศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานกับพระอาจารย์ อัคควังโส ซึ่งเป็นอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นเวลา 1 พรรษา
พ.ศ.2486 ออกธุดงค์เพื่อหาประสบการณ์เข้ามาทางประเทศไทย ครั้งแรกท่านเข้ามาทางจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างนั้น ได้พบกับพระธุดงค์หลายรูป อาทิ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร เป็นต้น
เวลาต่อมา ทราบข่าวว่าพระเกตุมาลา พระอุปัชฌาย์กำลังอาพาธ จึงรีบเดินทางกลับพม่า ครั้นพระเกตุมาลามรณภาพ ท่านได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง
ครั้งนี้ เดินทางเข้ามาทาง ต.ปิล็อก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี จำพรรษาอยู่ที่วัดปรังกาสี 2 พรรษา ก่อนย้ายไปจำพรรษาที่วัดเกาะ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ซึ่งชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบบริเวณวัดเป็นชาวรามัญ
ฝึกพูดภาษาไทยและศึกษาหนังสือไทย จนสามารถอ่านเขียนภาษาไทยได้
พ.ศ.2494 มีคนมาแจ้งข่าวว่า ที่ อ.สังขละบุรี มีชาวมอญจากบ้านเดิมที่เป็นชาติภูมิ อพยพเข้าเมืองไทยเป็นจำนวนมาก และต้องการนิมนต์ให้ไปเยี่ยม
จึงเดินทางไปยังอ.ทองผาภูมิ และไปยังอ.สังขละบุรี และพบกับคนมอญทั้งหมดที่มาจากโมกกะเนียง เจ้าคะเล และมะละแหม่ง บ้านเกิด โดยพาชาวมอญเหล่านี้ไปอาศัยอยู่ที่บ้านวังกะล่าง นับเป็นจุดกำเนิดแรกเริ่มของชุมชนชาวมอญในสังขละบุรี
ต่อมา พ.ศ.2499 ร่วมกับชาวบ้านที่เป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงและชาวไทยเชื้อสาย
มอญพร้อมใจกันสร้างศาลาวัดขึ้น และสร้างเสร็จในเดือน 6 ของปี
แต่เนื่องจากยังมิได้มีการขออนุญาตจากกรมการศาสนา วัดที่สร้างเสร็จจึงมีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกว่า วัดหลวงพ่ออุตตมะ
พ.ศ.2505 ได้รับอนุญาตจากกรมการศาสนาเป็นที่เรียบร้อย ตั้งชื่อสำนักสงฆ์ตามชื่ออำเภอเก่า (อำเภอวังกะ) ว่า วัดวังก์วิเวการาม
ลำดับสมณศักดิ์และตำแหน่งด้านการปกครองคณะสงฆ์หลวงพ่ออุตตมะ มีดังนี้ พ.ศ.2504 เป็นเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม พ.ศ.2505 เป็นเจ้าอาวาสวัดศรีสุวรรณาราม
พ.ศ.2511 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2524 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระอุดมสังวรเถร
พ.ศ.2534 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชอุดมมงคล
พ.ศ.2545 เริ่มมีอาการอาพาธ ไปจำพรรษาที่บริเวณสำนักสงฆ์ซึ่งลูกศิษย์จัดสร้างให้ตั้งอยู่บริเวณพุทธมณฑล และได้เข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นประจำ
เช้าวันที่ 18 ต.ค.2549 ละสังขารอย่างสงบ ด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ที่โรงพยาบาลศิริราช สิริอายุ 97 ปี พรรษา 73