อีกไม่กี่วันนี้ คงจะมีพิธีเปิดการประชุมสภาอย่างเป็นทางการ โดยเป็นสภาชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งดูจากขั้นตอนการรับรองสส.และปาร์ตี้ลิสต์แทบจะครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว มีการทยอยเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนฯ อย่างคึกคักแล้ว

อีกไม่กี่อึดใจก็คงมีการเปิดประชุมสภา นำไปสู่การโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนฯ และรองประธานสภาผู้แทนฯ

โดยขณะนี้ มีชื่อนายโสภณ ซารัมย์ จากบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นว่าที่ประธานสภา ส่วนรองประธานสภาผู้แทนฯ ในโควตาพรรคเพื่อไทยนั้น ก็คงเป็น มนพร เจริญศรี สส.หญิงที่มากความรู้ ประสบการณ์

เมื่อได้ประธานและรองประธานแล้ว ถัดจากนั้นก็จะโหวตเลือกนายกฯ

ต้องเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่มีเป็นอื่น และเสียงโหวตของฝ่ายรัฐบาลคงท่วมท้น 300 เสียง

โดยถึงขณะนี้ สูตรรัฐบาลยังเป็นพรรคหลักแค่ 2 พรรค คือ ภูมิใจไทยและเพื่อไทย รวมกับพรรคเล็กๆ เกือบทั้งหมด!!

ถ้าไม่มีอะไรพลิกผันนาทีสุดท้าย พรรคฝ่ายค้านในสภาชุดใหม่ก็คงมีพรรคกล้าธรรม ร่วมกับพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์

ซึ่งอันที่จริงถือเป็นฝ่ายค้านที่มากด้วยศักยภาพ

พรรคประชาชนกับประชาธิปัตย์นั้น ลือลั่นในลีลาการตรวจสอบรัฐบาล การอภิปรายในสภาอย่างดุเดือดแหลมคม!

เป็นฝ่ายค้านมืออาชีพ

ส่วนพรรคกล้าธรรม ก็คงถนัดในเรื่องการเปิดข้อมูลลับๆ ผสมผสานกันได้ดี!!

กล่าวได้ว่า ภาพรวมของการเมืองยุคใหม่หลังเลือกตั้ง ก็คงเป็นเช่นนี้

โฉมหน้ารัฐบาลและฝ่ายค้านก็คงมีบทสรุปเช่นนี้

ยิ่งเมื่อย้อนดูเหตุการณ์สำคัญๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็จะเห็นความเชื่อมโยงกับการเมืองได้ชัดเจน

มีคดีสำคัญๆ ที่เห็นการตอกย้ำภาพของฝ่ายค้านได้ชัดเจน!?!

ตั้งแต่การออกหมายจับ “เบน สมิธ” คดีฉ้อโกงและฟอกเงิน

ตามด้วยคดีเว็บพนันรายใหญ่ เชื่อมโยงถึงนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม

จะเป็นการจงใจใช้กระบวนการทางคดีเพื่อผลทางการเมืองหรือไม่ก็ตาม!??

แต่ทั้ง 2 คดีนี้ถือว่าสัมพันธ์กัน กระทบถึงกลุ่มการเมืองเดียวกัน

นักวิเคราะห์การเมืองเห็นการต่อเนื่องของ 2 คดีนี้ มองออกได้ทันทีว่า คือการตอกย้ำว่าจะไม่มีพรรคกล้าธรรมในรัฐบาล

เอาเป็นว่าสัปดาห์นี้ จะเป็นการเริ่มต้นการเมืองไทยยุคสีน้ำเงินที่มีแดงเป็นพันธมิตร เริ่มนับหนึ่งแล้ว!!

วงค์ ตาวัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน