มีบทเรียนมาหลายยุคหลายสมัย ในช่วงที่สังคมไทยตกอยู่ในวิกฤตน้ำมันแพง น้ำมันขาดแคลน ส่งผลต่อค่าครองชีพ ปากท้องประชาชนยากลำบาก แล้วสถานการณ์ยิ่งบานปลาย มาจากคำชี้แจงของบรรดาผู้รับผิดชอบ
ท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชน แล้วพอฟังคำอธิบายของรัฐมนตรี ยิ่งไปกันใหญ่
น้ำมันขาด น้ำมันแพง ไม่ควรทำน้ำมันหกใส่กองเพลิง!?!
แต่ก็พอจะวิเคราะห์ได้ว่า เป็นเพราะบรรดารัฐมนตรีที่เข้ามาบริหารงาน ในกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจปากท้อง
เลือกเอาเทคโนแครต เอาผู้เชี่ยวชาญรอบรู้ด้านเศรษฐกิจ เข้ามาทำงาน
คนเหล่านี้ ด้านหนึ่งมีความสามารถ แต่อีกด้าน คือ สถานะความเป็นอยู่สมบูรณ์พร้อม ทำให้ขาดความเข้าใจในปัญหาของชาวบ้านคนหาเช้ากินค่ำอย่างแท้จริง!!
ทำให้การชี้แจงปัญหาในวิกฤตน้ำมันแพง การทำมาหากินยากลำบาก เป็นการพูดไม่เข้าถึงข้อเท็จจริงในบางด้าน
อธิบายปัญหาข้าวของในตลาดราคาแพง แบบคนไม่เคยเดินตลาด
กลายเป็นพูดจาแนะนำการใช้ชีวิตในท่ามกลางวิกฤต ทั้งที่ชาวบ้านเขาทำอยู่แล้ว เพราะจำเป็นต้องดิ้นรน!
ชาวบ้านเขาไม่ต้องการคำแนะนำแบบนั้น แบบที่ความเป็นจริงของชีวิต ทำให้เขาต้องกัดฟันหาทางเอาตัวรอดเช่นนั้นอยู่แล้ว
ชาวบ้านต้องการฟังมาตรการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าจะมาชี้ทางออกแบบที่ชาวบ้านเขาต้องทำเพื่อเอาตัวรอด โดยไม่มีใครต้องมาบอก!!
บทเรียนให้กับผู้มีอำนาจในรัฐบาลมีอยู่มากมาย ควรต้องเรียนรู้
อย่างในยุคหนึ่งในอดีต เมื่อมีปัญหาปลาหมูพืชผักในตลาดสดราคาแพง ท่านรัฐมนตรีจะหาทางแก้ให้ชาวบ้านอย่างไร
คำตอบกลายเป็นว่า ถ้าข้าวของในตลาดแพงก็อย่าไปซื้อ ไปกินตามร้านอาหารแทนก็ได้
ผลก็คือประชาชนก่นด่าท่านรัฐมนตรียุคนั้นกันทั่วเมือง!
มาในยุคปัจจุบัน ถ้าบางปั๊มขึ้นราคาน้ำมัน ผู้มีอำนาจก็แนะนำว่า ปั๊มไหนแพงก็อย่าไปเติม ให้ไปเติมปั๊มที่คุมราคาแทน
หรืออีกรายแนะนำว่า ถ้าอยากให้ราคาน้ำมันถูกลง ก็ลดการใช้น้ำมันลง ก็มีผลให้การจ่ายค่าน้ำมันลดลง เงินในกระเป๋าจ่ายน้อยลง
คำแนะนำแบบนี้ ชาวบ้านเขาทำอยู่แล้ว ด้วยสัญชาตญาณของคนรายได้น้อย
ความจริงก็น่าเห็นใจว่ารัฐบาลชุดใหม่ ต้องมาแบกรับปัญหาจากสงครามที่มหาอำนาจก่อขึ้น เกิดผลกระทบเศรษฐกิจที่มาจากนอกประเทศ!
ประชาชนคนไทยก็คงไม่โทษรัฐบาลสักเท่าไร เพียงแต่ เมื่อวิกฤตลามมาถึงบ้านเรา ย่อมเป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจรับผิดชอบ ต้องจัดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
ที่ต้องระมัดระวัง ก็คือในวิกฤตน้ำมัน อย่าเอาน้ำมันไปใกล้กองเพลิง หรืออย่าทำหกใส่กองไฟที่ลุกโชนอยู่ในใจชาวบ้าน!!
วงค์ ตาวัน