มี 2 คดีที่ประชาชนทั่วทั้งสังคมพากันวิพากษ์วิจารณ์การทำคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างมากมาย โดยถูกจับตามองว่า จะกล้าสืบสวนสอบสวนเอาตัวผู้กระทำผิดอย่างทะลุทะลวงไปถึงที่สุดหรือไม่ หรือว่าทำคดีแบบเกรงอกเกรงใจ
เป็น 2 คดีอาชญากรรม ที่พบว่าเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนพัวพัน แล้วทำให้เห็นว่าคดีทั้งสอง อาจจะไม่คืบหน้าเท่าที่ควร!?!
หนึ่งคือ คดีนายหมิงเฉิน ซัน หนุ่มชาวจีน ครอบครองอาวุธสงคราม ทั้งปืนร้ายแรง ระเบิดจำนวนมาก จนเรียกกันว่าเป็นคลังแสงย่อมๆ ในหมู่บ้านใจกลางเมือง ย่านบางละมุง ชลบุรี
แค่เห็นของกลางที่สามารถนำไปก่อคดีร้ายแรงได้ขนาดนี้ ประชาชนย่อมรู้สึกได้ทันทีว่า เป็นเรื่องน่ากลัว
แต่การออกข่าวในเบื้องต้นของตำรวจ สร้างความผิดหวัง โดยพยายามสรุปให้เป็นเรื่องเล็ก ทำนองคงแค่ชอบเก็บสะสมเอาไว้
ครั้นต่อมา เมื่อข้อมูลปรากฏเพิ่มว่า หนุ่มจีนรายนี้เกี่ยวพันกับองค์กรสแกมเมอร์กัมพูชา และเคยไปฝึกซ้อมยิงปืนในกัมพูชา จึงยิ่งไปกันใหญ่!!
ต้องพากันจี้ไชตำรวจให้ทำคดีลงลึกกว่านี้ ว่าเป้าหมายการเก็บอาวุธระดับคลังแสงเช่นนี้ ต้องการก่อเหตุอะไรในบ้านเราหรือไม่
ประเด็นสำคัญคือ อาวุธปืนสงคราม ระเบิดร้ายแรง ซีโฟร์ เหล่านี้ หนุ่มจีนได้มาจากไหน
แล้วก็พบว่าที่มาของอาวุธบางส่วนมาจากการซื้อหาผ่านเจ้าหน้าที่ทหาร ไปจนถึงปืนบางกระบอกเป็นของตำรวจ แต่ยังดีที่เป็นปืนส่วนตัว!
พอไปโยงคนมีสีในราชการ ชาวบ้านก็เลยร้องอ๋อ
แบบนี้ใช่ไหม ทำให้ตำรวจทำคดีแบบลังๆ เลๆ!!
แล้วทำให้ต้องนึกถึงอีกคดี ที่เริ่มอืดอาดไม่คืบหน้าเช่นกัน
นั่นคือ คดียิงสส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งจับผู้ต้องหามาได้แล้ว 7 คน ทั้งอดีตนาวิกฯ และนาวิกฯ ในราชการปัจจุบัน
ของกลางสำคัญคือรถในราชการกอ.รมน.ที่ทีมมือปืนนำมาใช้ ในการลงมือยิง
เพราะมีรถในราชการ มีเจ้าหน้าที่รัฐในราชการเกี่ยวพันกับการก่อเหตุยิงสส.กระมัง จึงเป็นอีกคดีที่เห็นได้ว่า ตำรวจทำคดีแบบลังๆ เลๆ อีก!?
เพราะมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวพันกับคดีใช่หรือไม่
เพราะพบว่าอาวุธปืนสงคราม ระเบิดสงคราม ในครอบครองของจีนเทา มีที่มาจากเจ้าหน้าที่รัฐใช่หรือไม่
และพบว่ารถในราชการ เป็นของกลางในการก่อคดียิงสส.ใช่หรือไม่
ก็เลยทำให้ทั้ง 2 คดีนี้ ไม่มีความคืบหน้าอย่างถึงที่สุด!
ทำให้การทำงานของตำรวจโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงไปทั่ว
พร้อมๆ กัน ก็เกิดคำถามว่า ทำไมคดีอาชญากรรมร้ายแรง จึงมักมีเจ้าหน้าที่รัฐพัวพันด้วย!?!
วงค์ ตาวัน