มีความคืบหน้าไปมาก สำหรับการสอบสวนหาสาเหตุและผู้กระทำผิดในเหตุการณ์รถไฟบรรทุกสินค้าพุ่งชนรถโดยสารปรับอากาศ สาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟ แยกมักกะสัน ถนนอโศก-ดินแดง กทม. จนเกิดเพลิงลุกไหม้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 30 ราย รถราพังเสียหายอีกหลายคัน
นับเป็นเหตุการณ์เขย่าขวัญคนกรุงอย่างรุนแรง เมืองที่การจราจรบนท้องถนนหนาแน่น มีจุดตัดรถไฟหลายสาย
แล้วถ้าระบบความปลอดภัยของการขนส่งสาธารณะหละหลวมเช่นนี้ อาจจะเกิดขึ้นอีก เมื่อไรก็ได้!?
ในชั้นนี้ตำรวจสรุปดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งพขร.รถไฟที่ไม่หยุดขบวนทั้งที่มีการแจ้งเตือนแล้ว ทั้งเจ้าหน้าที่ปิดกั้นถนนจุดตัดรางรถไฟ และทั้งคนขับรถประจำทาง
มีความผิดร่วมกัน มีความบกพร่องหละหลวมทั้ง 3 ฝ่าย
หนักกว่านั้น พขร.รถไฟ ตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย และรับสารภาพว่าเสพทั้งม้าและกัญชาอยู่บ่อยๆ!!
เมื่อทั้ง 3 ฝ่าย ผิดพลาดและประมาทพร้อมๆ กัน เหมือนดังทฤษฎี “รูชีส”
ความหายนะก็เกิดขึ้น
รถไฟควรต้องเคร่งครัดระบบเตือนว่า ยังปิดกั้นถนนไม่ได้ เพราะรถราติดยาว อีกทั้งต้องรู้แล้วว่าจุดตัดจุดนี้ จะต้องลดความเร็วลงโดยอัตโนมัติ ด้วยมีรถติดบนถนนจอดคร่อมรางอยู่เสมอๆ!
พนักงานโบกธงแดงเตือน ก็ต้องทำหน้าที่แข็งขัน เพราะเห็นอยู่แล้วว่า ยังมีรถคร่อมรางรถไฟจำนวนมาก
ไม่ใช่โบกธงแค่แป๊บๆ แล้วไม่ทำอะไรอย่างอื่น ดังที่ปรากฏในคลิปจากกล้องวงจรปิด!
ส่วนคนขับรถเมล์ ถือว่าผิดร่วมแน่นอน เพราะการนำรถไปจอดคร่อมรางนั้น ถือว่าผิดกฎจราจรและอันตราย แล้วก็เกิดเหตุขึ้นจริงๆ
ลงเอยก็ต้องตั้งข้อหากับทั้ง 3 ฝ่ายดังกล่าว
แต่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ คนตายมากมาย ความเสียหายยับเยิน กระทบขวัญคนเมืองกรุงรุนแรง
จะจบแค่เอาคน 3 คนเป็นผู้ต้องหาคงไม่ได้!?!
ต้องมีผู้บังคับบัญชาที่ไม่ควบคุมดูแลต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่
สำคัญสุดต้องมีการแก้ไขระบบความปลอดภัยในบริเวณนี้ รวมทั้งจุดตัดถนนกับรถไฟในพื้นที่การจราจรหนาแน่นอื่นๆด้วย
ต้องจัดการจราจรบนถนน ให้รถติดน้อยลง รถที่มาจากถนนเลียบทางรถไฟ ต้องไม่ปล่อยให้เข้ามาเบียดจนรถทางตรงต้องติดยาว แล้วไปจอดคร่อมบนรางรถไฟ
ไปจนถึงแก้อย่างเป็นระบบ มีสะพานรถข้าม หรืออุโมงค์
ที่สำคัญระบบสื่อสารกับขบวนรถม้าเหล็ก ต้องมีประสิทธิภาพ เตือนได้จริงจังตั้งแต่หลายกิโลเมตรก่อนที่จะห้อมาถึงจุดตัดถนน
เหตุการณ์ร้ายแรงและเศร้าสลดขนาดนี้ ต้องไม่ใช่ไฟไหม้ฟาง!!
วงค์ ตาวัน